วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เติมความเปรี้ยวด้วยจิวเวอรี่

\
เมื่อกระแสแฟชั่นเดินทางไปข้างหน้า คนในวงแฟชั่นจะรู้ทิศทางก่อนใครๆ ไม่ว่าจะได้ข้อมูลจากงานข่าวด้านแฟชั่นโดยเฉพาะหรือจากศูนย์ประชุมแฟชั่นในอนาคตที่จะทำหน้าที่บอกกล่าวแผนและแนวทางแฟชั่นล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งปี ดังนั้นจึงไม่แปลกเลย ที่เราจะเห็นห้องเสื้อผ้าชั้นนำ ออกแบบเสื้อผ้าและอุปกรณ์ต่างๆ ในแนวคล้ายๆ กันหมดทุกซีซั่น ไม่หลุด concept จากกันเท่าไหร่ สำหรับฉบับนี้ ดิฉันจะขอเน้นที่กระแสแฟชั่นของเครื่องประดับปี 2009 ค่ะ ขอบอกว่า ถ้าใครอยากจะเปรี้ยวขึ้น เท่ห์ขึ้น หวือหวามากขึ้น แฟชั่นเครื่องประดับปีนี้ จะเป็นตัวช่วยชั้นยอดค่ะ ปีที่แล้วเป็นปีที่สไตล์การแต่งตัวเรียบง่ายตัดกับเครื่องประดับที่โดดเด่นเป็นกระแสแฟชั่นที่มาแรง และอยู่กับสไตล์การแต่งตัวสำหรับสาวรักชีวิตทันสมัยตลอดทั้งปี แต่ปีนี้ กระแสการแต่งตัวกับเครื่องประดับ ค่อนข้างจะเปลี่ยนไปค่ะ แฟชั่นการสวมใส่เคร่ืองประดับในปีนี้ค้อนข้างจะเปรี้ยว สดใส หรูหรา และเท่ห์ ครบรสกันหมด และไม่ได้มาเดี่ยวๆ แบบปีที่แล้ว แต่มาพร้อมกับเครื่องประดับผม กระเป๋า เป็น accessories ที่ครบเซ็ท และที่สำคัญ เครื่องประดับปีนี้ จะถูกออกแบบให้เข้ากันได้ดีกับกระแสเสื้อผ้าค่ะ ปีนี้แฟชั่นเสื้อผ้าจะเน้นโครงสร้างแพทเทริ์นที่เนี้ยบกว่าปีไหนๆ สีแบบพาสเทลยังคงอินท์อยู่ แต่มาพร้อมกับลวดลายกราฟฟิกทันสมัย เมื่อแนวแฟชั่นเสื ้อผ้ามาแบบนี้ แนวแฟชั่นเครื่องประดับก็ไม่แพ้กันค่ะ โดยเฉพาะจิวเวอรี่ ปีนี้แนวจิวเวอรี่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น accessories หรือ costumes จะออกมาแนวคล้ายๆกัน คือ เน้นจิวเวอรี่ที่มีขนาดหนาและใหญ่ อาจจะดูคล้ายๆกับปีที่แล้ว แต่จะต่างกันตรงที่รายละเอียด ปีที่แล้วนั้น จิวเวอรี่จะเน้นที่ขนาดใหญ่และทำมาจากพลาสติกสีสันสวยสด แต่ปีนี้จิวเวอรี่จะเน้นสีสันและ พื้นผิวของวัสดุที่มีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น เหล่านักออกแบบจะหันหน้ามาหาวัสดุที่มีคุณค่ามากขึ้น เช่น พวกหินสี พลอยสีต่างๆ ส่วนแนวสีจิวเวอรี่ที่มาแรงคือ สีบานเย็นฟูเชีย ส้มพลาสเทลแบบสีปลาแซลมอน สีม่วงอ่อนลาเวนเดอร์ และ สีเขียว ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่สีพาสเทลเสียเป็นส่วนใหญ่ค่ะ วัสดุส่วนใหญ่จะมาจากหรือรับอิทธิพลจากธรรมชาติ เช่น พวกหินสีที่ให้สีต่างๆ ที่นิยมใช้กันบ่อยๆ คือ หินปะการังและหินสีเหลืองสดๆ ส่วนพวกลูกปัด ที่นำมาร้อยผสมกันหลายๆ สี ก็ยังไม่จางไปจากแฟชั่นปีนี้ แต่จะถูกนำกลับมาเปลี่ยนรูปโฉมใหม่ ด้วยการเปลี่ยนรูปทรงให้เป็นทรงเลขาคณิตมากขึ้น มีลูกเล่นและลวดลายมากขึ้้น ส่วนใหญ่แล้ว จิวเวอรี่ปีนี้ จะเน้นที่สร้อยคอที่เป็นรูปทรงเลขาคณิตและรูปลักษณ์แบบชนเผ่า สวมกับกำไลอันโตๆ ที่นิยมใส่พร้อมกันหลายๆชิ้นและต้องต่างสีกันนะคะ จะได้ดูเปรี้ยวจีิ๊ดสะใจ พอรู้แนวจิวเวอรี่กันแล้ว มาดูว่า ทำอย่างไรการแต่งตัวเรียบๆของเราจะดูเปรี้ยวขึ้นได้ด้วยจิวเวอรีค่ะ ใส่เสื้อยืดกับเสื้อแจ๊คเก็ต มีใครหลายคนนิยมแต่งตัวสไตล์นี้ค่ะ คือ มีทั้งความเรียบง่ายและเก๋เท่ห์อยู่ในตัว ถ้าต้องการเพ่ิมความเปรี้ยวและทันสมัยเปี้ยบก็ต้องไม่ลืมที่จะใส่จิวเวอรี่ค่ะ เสื้อยืดควรจะเลือกใส่สีพื้นๆ และแนะนำให้ใช้จิวเวอรี่สีสดขนาดใหญ่ ถ้ามีลวดลายดอกไม้หรือลายเลขาคณิต เป็นลายเส้นกราฟฟิกด้วยจะเก๋จัด ยิ่งถ้าใส่เสื้อสีดำข้างในตัดกับเสื้อแจ๊กเก๊ตสีขาว พร้อมทั้งเลือกใช้สร้อยคอขนาดใหญ่ ที่ใช้วัสดุผสมกันหลากหลายสี จะทำใหคุณดูมีคลาสได้ไม่ยาก ทางที่ดี ควรไปกันได้ดีกับตุ้มหูลายเดียวกันขนาดใหญ่ ดิฉันรับรองได้ว่า คนรอบข้างจะมองสาวเท่ห์แสนเปรี้ยวคนนี้จนเหลียวหลัง ชุดเดรสเข้ารูป ชุดเดรสเข้ารูปจะเป็นแบบเปิดคอกว้างหรือเกาะอกไปเลย ก็ทำให้คุณดูสวยไฮโซทั้งนั้น ชุดเดรสแบบนี้ไม่ได้เหมาะแค่ไปออกงานเท่านั้นนะคะ แต่คุณสามารถใส่ไปทำงานก็ได้ และถ้ากลัวโป๊ ก็แค่สวมคาร์ดิแกนทับค่ะ สำหรับในกรณีที่คุณสวมใส่ชุดเดรสคอกว้างหรือเกาะอก เหมาะสำหรับใส่ สร้อยคอแบบที่เรียกว่า Layering necklaces เป็นสร้อยทรงระย้าอวดความงามของวัสดุอย่างเต็มที่ จิวเวอรี่ทีีนิยมสำหรับชุดเดรสนี้ คือ หินเทอครอยซ์ เพราะให้สีฟ้าสดใสโดดเด่นไม่เกรงใจใคร ถ้าใช้สร้อยสีเทอครอยซ์ กับชุดเดรสเข้ารูปสีขาว จะสวยแบบคุณนายแสนเลิศ ถ้าเลือก ใส่สร้อยหยก ก็ควรเลือกชุดที่มีสีค่อนข้างเข้ม เพื่อจะส่งให้หยกดูโดดเด่นขึ้น ถ้าเลือกใส่สร้อยหินสีผสม คุณสามารถใส่ได้กับชุดเดรสสีสด เช่น สีเหลือง หรือ สีส้ม ใส่แล้วจะทำให้ดูเซ็กซี่ไม่ธรรมดาค่ะ และถ้าคุณสวมใส่ชุดเดรสที่ไม่มีแขน อย่าลืม ใส่จิวเวอรี่ให้ครบครันนะคะ จะได้ไม่ดูโป๊มาก เช่น ใส่กำไล สีเดียวกันสร้อยคอและสวมแหวนใหญ่ตู้มที่เรียกกันว่า Cocktial Ring women in black หรือ ชุดสีดำล้วน ถ้าคุณสวมใส่ชุดดำ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อสีดำกับกางเกง,กระโปรงดำ หรือ ชุดเดรสสีดำ ล้วนแล้วแต่ทำให้เป็นจุดน่ามองทั้งนั้น ถ้าเลือกเครือ่งประดับอย่างพอเหมาะ ก็จะส่งให้บุคลิกภาพของคุณดูเป็นผู้หญิงที่มีความมั่นใจและมีอิสระกับความคิดของตัวเอง คุณสามารถเลือกใส่สร้อยไข่มุก ขนาดใหญ่ ใส่ซ้อนกันหลายชิ้น ทับเสือ้สีดำสนิท แต่งแบบนี่้จะทำให้คุณดูมีบุคลิกที่มั่นอกมั่นใจในตัวเอง และพร้อมจะเป็นผู้นำเสมอ หรือ คุณจะเลือกใส่กับ สร้อยที่ผสมผสานวัสดุแปลกใหม่ เช่น สร้อยเงินกับผ้าลูกไม้ ใส่สไตล์แบบนี้ จะทำให้คุณดูเป็นคนที่ช่างสร้างสรรค์และไม่ค่อยหยุดนิ่งกับความคิดเดิมๆ เทคนิคในการใส่เครื่องประดับให้ดูเปรี้ยวจิ๊ดในชุดสีดำ คือ ใส่สร้อยด้วยกันหลายชิ้นและต่างวัสดุกัน ที่สำคัญต้องมีความยาวถึงกลางอก จะทำให้ดูเท่ห์ เปรี้ยว อย่างมีความคิดสร้างสรรค์ได้แน่นอนค่ะ จิวเวอรี่ปี 2009 เป็นตัวแทนสไตล์สีสันของผู้หญิงยุคสมัยที่มีชีวิตชีวา ความเปรี้ยวจึงไม่ได้มาแค่ความฉาบฉวย แต่มาพร้อมความน่าสนุกสนานในชีวิตด้วยค่ะ สนใจมาลองเติมความเปรี้ยวให้กับตัวเองกันไหมคะ? TIPs วัสดุสำคัญสำหรับจิวเวอรี่เทรนด์ ปี2009 1. ทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่นไม้ หรือ หินสี ตกแต่งด้วยลวดลายธรรมชาติ เช่นลายเถาวัลย์ ดอกไม้ หรือ ผลไม้ 2. เต็มไปด้วยสีสันสดใส สีสดมากเท่าไหร่ ก็เก๋มากเท่านั้น 3. ขนาดใหญ่และมีมิติ โดยเฉพาะพวกหินต่างๆ 4. เน้นสร้อยข้อมือที่ตกแต่งด้วยสัญลักษณ์แห่งความดี (CHARM) และจี๋ห้อยที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์เช่นกัน 5. เครื่องเงินและทอง ที่มีสีแวววาว และนิยมใส่ผสมไปด้วยกัน 6. ผสมผสานวัสดุใหม่ๆเข้าด้วยกัน เช่น ไข่มุก, เครื่องเงิน หรือ ผ้าลูกไม้

วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2554

บทความในหนังสือ Thai UK




ใบไม้ผลิ..ที่เชียงใหม่่



๗.๐๐ นาที

“ ตื่นได้แล้ว ตื่นได้แล้วเจ๊า“
ในแสงสว่างยามเช้า แดดฤดูร้อนส่องสว่างรอบห้องพักเล็กๆ ของฉัน ฉันกระพริบตาถี่ๆ เพื่อให้ดวงตาเคยชินกับแสงจ้าๆ ของเมืองในฝั่งตะวันออกแห่งนี้ และเวลาเดียวกัน ฉันก็ทบทวนตัวเอง แบบคนงุนงงงวยเงียว่า ขณะนี้ ฉันกำลังอยู่ที่ไหนกัน?
“ ตื่นได้แล้วเจ๊า แม่เปิ้นเตรียมกับข้าวเช้าฮื้อแล้วเน้อ“
อ้อ ฉันนึกได้แล้ว ฉันกำลังอยู่ที่จังหวัดภาคเหนือของไทย
จังหวัดเชียงใหม่ เพชรน้ำงามของล้านนานี่เอง

๘. ๐๐ นาที

ฉันตื่นนอน อาบน้ำอาบท่า และนั่งหน้าตื่นอยู่ที่โต๊ะอาหาร ฉันนั่งจ้องกับข้าว ที่เต็มไปด้วยอาหารหน้าตาแปลกๆ กับสำรับข้าวเหนียว
ที่ทำโดยสาวเต็มวัยชาวเหนือผู้มีเสียงหัวเราะอยู่เป็นนิจ
“ ทานให้อิ่มๆเน้อ จะได้มีแรงทำงาน“
อาหารบนโต๊ะนั้น ฉันจดเรียงนามได้ดังนี้
แกงขนุน
ยำขนุน
แกงฮังเล
ยำยอดมะขามอ่อนกับปลาแห้ง
ไส้อั่ว แคบหมู น้ำพริกหนุ่ม
แหนมหมก
………………..
ใจฉันนึกไปว่า ฉันคงมีแรงทำงานไปถึงมื้อเย็นโน้นเลยเชียว


๑๐.๐๐ นาที

ฉันนั่งรถสีล้อแดง ต่อจากถนนท่าแพมายังถนนนิมมานเหมินทร์ เสียเงินไปทั้งสิ้น ๓๐ บาท, ราคาไม่ถูก แต่ก็ไม่แพงจนน้ำหูน้ำตาไหล แต่ฉันไม่ทราบว่า เป็นราคามาตราฐานหรือไม่ ในเมื่อรถสี่ล้อแดงไม่มีป้ายราคาบอกต่อลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา จุดนี้เอง ขอให้นักท่องเที่ยวระวังไว้บ้าง หากขึ้นรถ แล้วถูกเรียกราคาจนเกินไป เช่น เรียกไปถึง ๕๐ บาท ก็ขอให้ปฎิเสธเสีย แถมตอนนี้ เชียงใหม่มีรถเมล์ ปอ. กับเขาด้วย ซึ่งจะแล่นในย่านใจกลางเมือง และรอบคูเมือง แถมถึงสถามบินด้วย อย่างนี้น่าจะปลอดภัยกว่า

๑๑.๐๐ นาที

ฉันใช้เวลาดูข้าวของตกแต่งบ้านที่สวยมากๆ ในย่านนิมมานเหมินทร์อย่างสำราญใจ อันที่จริง ฉันได้ยินคำบอกเล่าเก้าสิบมานานแล้วว่า ข้าวของสวยๆงามๆ ในย่านนิมมานเหมินทร์เป็นข้าวของที่ออกแบบแตกต่างจากของที่เราจะพบในบาซ่าร์ทั่วๆไป หากใครมีลูกค้าเพื่อนฝูงชาวตะวันตก ฉันขอแนะนำให้พามาจับจ่ายซื้อของที่นี่ เพราะ
ข้าวของของร้านย่านนี้ออกแบบอย่างปราณีตและเต็มไปด้วยรสนิยม แม้ราคาค่อนข้างจะสูงไปเสียหน่อย แต่ก็นับว่าคุ้ม คือได้ของไม่เหมือนใคร
อย่างผ้าฝ้ายที่ออกแบบลายผ้าได้งดงามไม่มีใครเหมือน เช่น นันทขว้าง ก็อยู่บนถนนสายนี้เช่นกัน


๑๑.๔๐ นาที

ฉันค้นพบว่า เชียงใหม่เจริญขึ้นมาก ไม่ว่าจะร้านอาหาร หรือ ร้านกาแฟ ล้วนมีให้เห็นกันอยู่ทั่วไป แทบจะเรียกได้ว่า มีร้านใหม่ๆตกแต่งทันสมัยเกิดขึ้นทุกตรอกซอกถนน
ซึ่งหากเทียบกับเมื่อหกเจ็ดปีที่แล้ว ในยุคที่เศรษฐกิจตกใหม่ๆ เชียงใหม่ซบเซาไปมาก ร้านรวงต่างพากันปิดตัวลง นักประกอบการรายน้อยรายใหญ่ต่างเก็บตัวอย่างเงียบๆ การเคลื่อนไหวของธุรกิจในเชียงใหม่แทบจะเรียกได้ว่า นิ่งงัน ผู้คนไม่กล้าตัดสินใจทำธุรกิจกันเลย
แต่ในวันนี้,
ฉันเห็นกับตาว่าเชียงใหม่เปลี่ยนแปลงไปมากจริงๆ
ความเจริญอย่างที่ไม่เคยเห็นในยุคไหนๆ ได้มาเคาะประตูชาวเชียงใหม่แทบทุกบ้านเลยทีเดียว
สังเกตจากการขยายถนนใหม่ การขุดสร้างอุโมงค์ลอดถนนอย่างมโหฬาร หรือ การเปิดอุตสาหกรรมในอำเภอสันกำแพงอย่างใหญ่โต ย่อมสะท้อนให้เห็นว่า
ใบไม้กำลังผลิดอกงดงาม ที่เชียงใหม่แล้ว
ผลิอย่างเป็นไปได้ ผลิอย่างมั่นคง และผลิอย่างมีอนาคต

๑๒.๐๐ นาที

ฉันเข้ามานั่งดื่มกาแฟในร้านกาแฟร้านสวยและมีสเน่ห์ร้านหนึ่ง
ร้านมีชื่อดึงดูดใจว่า “ Queen of Cups” ซึ่งอยู่บนถนนนิมมานเหมินทร์นั่นเอง


ด้วยกาแฟที่หอมอบอวลไปทั่วร้าน ทำให้ฉันอดถามถึงกาแฟชื่อดังของที่ร้านไม่ได้ ซึ่งสองบุรุษร่างเล็กท่าทางทะมัดทะแมงผู้กำลังง่วนกับการ “ปรุง“กาแฟอยู่หลังเคาเตอร์ ต่างตอบตรงกันว่า “ ลอง Ice honey latte ดูไหมครับ ที่ร้านอื่นยังไม่มี“

บรรยากาศร้านนี้ให้ความรู้สึกอันแสนแปลกประหลาด เป็นความรู้สึกลึกลับ และน่าสนเท่ห์ อาจเพราะของรอบๆร้านตกแต่งไปด้วยวัตถุโบราณ มีทั้งนาฬิกาโบราณ ถ้วยโถโอชามแบบโบราณ เครื่องต้มกาแฟโบราณ แถมโต๊ะและเก้าอี้ในร้านก็ยังใช้ของสไตล์เก่า แบบยุคเมื่อ ห้าสิบหกสิบปีที่แล้ว แลัวยังโคมไฟเก่าแก่ที่ตกแต่งหลากหลายแบบผสมผสานกัน ไหนจะกระจกพม่าบานใหญ่นั่นด้วย
เอ..ฉันชักถูกชะตากับร้านนี้ขึ้นมาแล้วสิ…


๑๓.๓๗ นาที

ฉันเริ่มต้นถามถึงเจ้าของร้าน จึงได้รู้ว่า ที่แท้สองหนุ่มที่ มีฝีมือในการชงกาแฟ ก็คือ เจ้าของร้านกาแฟ นั่นเอง
และฉันได้รู่้ต่ออีกว่า เขาทั้งสองเพิ่งเปิดร้านกาแฟเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และได้รับการต้อนรับอย่างดีจากคอกาแฟชาวเทศและชาวเชียงใหม่ทั้งหลาย

“ ผมสองคนเรียนจบมาทางศิลปะ และเคยสอนอยู่ที่ม.ช.ครับ“

นั่นเองเป็นคำตอบว่า ทำไมร้านถึงได้ถูกจัดตกแต่งอย่างมีฝีมือและรสนิยมนัก

“ ที่คิดจะเปิดร้านกาแฟ เพราะเราสองคนมีความชอบส่วนตัว ในเรื่องดื่มกาแฟ“

สุธี ให้ข้อมูลกับฉันเมื่อฉันเอ่ยถามถึงที่มาของร้าน

“ ผมเป็นคนชอบดื่มกาแฟถึงขั้นที่เรียกว่าติด ใช้เวลาอยู่ในร้านกาแฟนานๆ หมดเวลาไปกับการคุยกับเพื่อนฝูง ที่ชอบไปนั่งแลกเปลี่ยนความคิดกัน“
“ นั่นเป็นสาเหตุที่ส่วนตัวมากๆ ที่ทำให้ผมมาเปิดร้านกาแฟ คือ ผมชอบ“

วสันต์สนับสนุนขึ้น
“ อย่างการตกแต่งร้านด้วยของเก่าก็ด้วย เพราะพวกผมชอบสะสมของเก่า พอมีมากเข้า ก็มานั่งมองดูว่าจะทำอย่างไรดี ประจวบกับสุธีชวนมาทำร้านกาแฟ ผมก็เลยตกลงใจ ที่จะเอาของที่วางเต็มบ้านของผมมาจัดการเสียที (หัวเราะ) ผมหมายถึงเอามาเป็นเมนตกแต่งร้านน่ะครับ”

สุธีพยักหน้ารับและพูดต่อว่า

“ ผมว่าการแต่งร้านเป็นหัวใจและสเน่ห์ของร้านกาแฟนะครับ มันบอกถึงรสนิยม เป็นการสร้างบรรยากาศในการดื่มกาแฟ อย่างร้าน ไม่ว่าโทนสี วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ พวกเราเลือกใช้เพื่อให้สอดคล้องกันครับ
พวกเราเรียนมาทางศิลปะ จะละเอียดถี่ถ้วนกับการตกแต่งเป็นพิเศษ“

ร้านกาแฟ ในความหมายของQueen of Cups เป็นเสมือนศูนย์กลางของคนชอบดื่มกาแฟ เป็นที่ที่คนชอบรสชาติกาแฟอันเข้มข้น สามารถมาดื่มได้ที่นี่ มานั่งดื่มพูดคุย อันสามารถเกิดสังคมย่อยๆขึ้นได้
ฉันถามต่อไปว่า ตลาดในเชียงใหม่เป็นอย่างไรบ้าง ต้อนรับดีไหม เขาทั้งสองหัวเราะขึ้นพร้อมกัน

“ ตอนแรกก็คิดหนักเหมือนกัน เพราะพวกผมสองคนไม่ใช่คนเชียงใหม่“
อ้าว..
“ จริงครับ ผมสองคนมาเรียนที่นี่ แต่ไม่อยากกลับ เพราะชอบเชียงใหม่เสียแล้ว“
นี่ละ มนต์รักเมืองเหนือ แล้วไม่กลัวหรือ เชียงใหม่เองก็มีร้านกาแฟเต็มไปหมด

“ ผมทำการบ้านกันอย่างหนักก่อนเปิดร้าน หาข้อมูลทุกอย่าง“ วสันตกล่าวยิ้มๆ

“ ลองทำกาแฟเอง ปรุงรสเอง และทดลองว่ากาแฟที่ขั้วแค่ไหนดี แบบไหนอร่อย ผมว่าเราใช้เวลามากกับมัน ไม่ใช่อยากเปิดก็เปิด เพราะฉะนั้น เราค่อนข้างภูมิใจเรื่องของรสชาติกาแฟของรัานครับ” สุธีเสริม
และวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของคนเชียงใหม่มีอิทธิพลกับร้านกาแฟไหมละนี่?

“ มีครับ“ สุธีตอบเสียงหนัก “ มีมากด้วย เพราะเชียงใหม่เป็นเมืองที่การใช้ชีวิตไม่ต้องดิ้นรนอะไรมาก คนมีเวลาเยอะ พวกเขาใช้เวลาแค่สิบห้ายี่สิบนาทีในการไปไหนมาไหน ส่วนนี้เองทำให้พวกเขามาร้านกาแฟ มาดื่มกาแฟกันได้ง่ายๆ คือไม่เสียเวลาในการเดินทางมาก“
มิน่าเล่า ร้านกาแฟในเชียงใหม่ถึงมีมากเหลือเกิน

“ผมว่าจุดหนึ่งที่เราเห็นว่าร้านกาแฟมีมากขึ้นในเชียงใหม่ เป็นเพราะวิถีชีวิตของคนมันเปลี่ยนไป อีกอย่าง เป็นกระแสนิยมด้วย (หัวเราะ) เพราะตอนนี้มีคนที่อื่นย้ายมาอยู่เชียงใหม่เยอะขึ้น คนมาทำธุรกิจมากขึ้น นักเรียนต่างถิ่นก็มีมาก คนพวกนี้จะเปิดใจกว้าง จะพร้อมรับกาแฟในรูปแบบใหม่ และนิยมกาแฟสดมากขึ้น“ สุธีอธิบาย
“ การเติบโตของเชียงใหม่ในแง่ธุรกิจขึ้นอยู่กับคนกลุ่มใหม่กลุ่มนี้ด้วยครับ“
พูดกันถึงเรีื่องธุรกิจในเชียงใหม่ คิดอย่างไรกันบ้าง?

“ ธุรกิจขนาดย่อมเติบโตมาก คนสร้างงานกันเองมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจเกี่ยวกับดีไซน์ แทบจะเรียกว่าเป็นแหล่งผลิตที่ใหญ่มาก“
วสันต์เสริม
และถ้าจะให้แนะนำสำหรับใครก็ตามที่อยากจะทำธุรกิจในเชียงใหม่ละ?
“ ดีครับ เป็นเมืองที่น่าสนใจ คือ ผู้คนที่นี่มีชีวิตเรียบง่ายก็จริง แต่ชอบของใหม่อยู่เสมอ เพราะฉะนั้น คุณจะต้องกระตือรือล้นอยู่ตลอดเวลา ลูกค้าอาจจะมากในตอนแรก แต่ก็อาจจะหายไปเลย ไปนั่งอยู่ร้านใหม่ก็ได้ ส่วนใหญ่นักธุรกิจจะเจอคนเชียงใหม่ปราบเซียนด้วยวิธีนี่ละ“ วสันต์พูดจบและหัวเราะ สุธีพูดต่อว่า
“ ร้านนี้พวกผมทำด้วยใจรัก เราเอารสกาแฟเป็นตัวมัดใจลูกค้า คนเชียงใหม่จะเห่ออะไรเป็นพักๆจริงๆ แล้วก็จะเสื่อมความนิยมลง ตัวอย่างแบบนี้ ร้านอาหารมีเยอะมาก เปิดใหม่และปิดตัวลงอยู่ตลอดเวลา“
“ แต่ข้อดีก็มีอยู่นะครับ ผมมองจากร้านกาแฟผมนะ เพราะที่เชียงใหม่เราไม่่จำเป็นต้องลงทุนสูงมาก ความเสี่ยงน้อยลง แต่ต้องใช้ความคิดเยอะ เพื่อให้ประโยชน์ต่อผู้บริโภค ความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จึงจำเป็นมาก ที่ร้านกาแฟจะต้องมีครับ!“
สุดท้าย สุธีและวสันต์ทิ้งท้ายไว้ สำหรับคนที่อยากจะเปิดร้านกาแฟว่า

“ ต้องมีความชอบส่วนตัวนะ อันนี้ผมยืนยัน เพราะถ้าชอบ และมีเงินทุนนิดหน่อย มองหาทำเลดีๆ ก็ทำได้เลย แต่ต้องทำการบ้านเยอะม๊าก (หัวเราะ) ต้องคิดว่าเราจะให้คนดื่มกาแฟที่ดีที่สุดได้อย่างไร และนอกจากรสชาติของกาแฟ เราให้อะไรกับลูกค้าบ้าง เช่น บริการที่ดีเป็นต้น“
นั่นคือ ความคิดในแง่มุมหนึ่ง ของชายหนุ่มสองคน ที่กำลังก่อร่างสร้างฐานอยู่เมืองเชียงใหม่นี่

๒๐.๐๐ นาที

ฉันนั่งรถยนต์ของเพื่อนกลับบ้าน
และต้องข้ามฟากข้ามสะพานนวรัฐผ่านแม่น้ำปิง
ฉันเห็นแสงไฟสีส้มของร้านอาหารเรืองรองสะท้อนในน้ำเป็นแสงสีสวยวูบวาบ
………………..
ครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ เชียงใหม่เป็นเมืองศูนย์กลางการค้าใหญ่ ประกอบไปด้วยพ่อค้าจากหลายหัวเมือง
ในอดีต เชียงใหม่เป็นเมืองเอกที่ประชาชนล้านนาจะติดต่อค้าขายกับพม่า และแลกเปลี่ยนสินค้ากัน
……………
ยามนี้..
พม่ากำลังจะเปิดน่านฟ้า กำลังจะเปิดตัวสู่สังคมโลก กำลังจะปรับปรุงพัฒนาประเทศ ซึ่งแน่นอน เชียงใหม่จะกลับมาเป็นเมืองท่าใหญ่อีกครั้งหนึ่ง
ยามนี้..
อดีตที่ถูกเก็บเงียบถึงความอลังการของล้านนาจะถูกรื้อฟื้นกลับขึ้นมาอีก
……
ใบไม้กำลังผลิงามในแผ่นดินเหนือนี้อีกครั้ง
พร้อมกับรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึก ด้วยใจที่รักจะถนอมไว้ ของคนชาวล้านนา…
………………………

กาแฟสูตรพิเศษจากร้าน Queen of Cups coffee
Ice Honey Latte (ราคา 55 บาท)

กาแฟขั้วเข้ม
นมสด
น้ำผึ้ง
ฟองนม
และ หยดน้ำผึ้งประมาณ หนึ่งช้อนโต๊ะ เพื่อตกแต่งกาแฟ


Coffee Recipe from Queen of Cups coffee,
at Nimmahemin Road,Chiangmai,Thailand

Ice Honey Latte ( 55 bath)
Roast dark coffee (4 or 5)
Milk
Honey
Floating milk
And one spoon of honey for decoration

บทความในหนังสือ Thai UK



สุขภาพกาย สุขภาพจิต โดย มีนา




ถ้าคุณไปห้างสรรพสินค้า แน่นอนค่ะ คุณย่อมเห็นเครื่องสำอางค์มากมายหลายยี่ห้อโฆษณาสรรพคุณเกี่ยวกับครีมบำรุงผิวที่ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ขึ้น ความจริงเครื่องสำอางค์เหล่านั้นก็มีส่วนบำรุงให้ใบหน้าใสจริงอยู่นะคะ ถ้าคุณหยุดใช้ผลิตภัณฑ์แล้วเมื่อใด ผิวคุณจะแสดงปฎิกิริยาทันที อาจจะคล้ำลงทันตาเห็น หรือเป็นผื่นแดงอะไรทำนองนั้น นั่นเกิดจากที่เรา สปอยผิวของเราด้วยเครื่องสำอางค์มากเกินไปค่ะ เหมือนกับเรารับประทานอาหาร fast food นั่นละค่ะ อิ่มจริง แต่ไม่ถึงแต่ข้างในแท้ๆ
อย่างไรก็ดี แม้เหตุการณ์อย่างนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นกับทุกคน แต่ดิฉันอยากแนะนำให้ลองมาปฎิบัติการดูแลผิวจากภายในก่อนดีกว่านะคะ ฉบับนี้ ดิฉันจึงนำเคล็ดลับการทำให้ใบหน้าดูใส อ่อนเยาว์อยู่เสมอ มาฝากค่ะ และโบนัสสำหรับเคล็ดลับนี้ ก็คือ ทำได้ทั้งผู้ชายผู้หญิงค่ะ ไม่จำกัดเพศ

ใครๆเขาก็บอกว่า “YOU ARE WHAT YOU EAT” ประโยคคลาสสิกประโยคนี้ ดิฉันรับรองว่าจริงค่ะ เพราะถ้าคุณทานอาหารที่กระตุ้นเซลของร่างกาย ก็จะทำให้ผิวหนังคุณสวยสดใส และแข็งแรง ลองมาปฎิบัติกันดูนะคะ
1. สิ่งที่ควรระวังสำหรับพวกรักผิวใสก็คือ อาหารจำพวกแป้ง เช่น pasta, bread และ potatoes
อาหารจำพวกแป้งกลุ่มนี้มีส่วนดีสำหรับร่างกาย เมื่อคุณอายุยังน้อย แต่จะไม่ค่อยดีสำหรับผิวหน้า และ อาจจะเพิ่มน้ำหนักและตีนกา อีกต่างหากค่ะ
อาหารที่ควรจะรับประทาน
อาหารจำพวก ปลา ค่ะ ปลาเป็นอาหารอันดับหนึ่งของพวกที่มีความปรารถนาที่จะให้ผิวหน้าสวยใสและอ่อนเยาว์ นอกจากโปรตีนในปลาจะไม่ทำให้อ้วนแล้ว ยังทำให้กล้ามเนื้อใต้ผิวหนัง (โดยเฉพาะผิวหน้า) แข็งแรงอีกด้วยค่ะ ปลามีหลายชนิดด้วยกัน ที่มีประโยชน์ต่อกล้ามเนื้อสูงๆ ก็มี ปลาแซลมอน Salmon,ปลาจาระเม็ด( Halibut), ปลาเทราท์ (Trout) ,ปลาเฮอร์ริง(Herring), Mackerel (ปลาลักษณะนี้ คล้ายปลาทู), ปลาซาดีน( Sardines), Shellfish ,Tuna
อย่าลืมนะคะ ว่าโปรตีนมีส่วนสำคัญสำหรับผิวของเราอย่างยิ่ง และเราก็ไม่ควรที่จะละเว้นการทานโปรตีนในแต่ละมื้อ โปรตีนชนิดอื่นๆที่มีผลกระตุ้นและชะลอผิวแห้งก่อนวัย ก็มี ไข่, Parmean Cheese, Plain whole-milk yoghurt โยเกริ์ตชนิดนี้ดีจริงๆ ค่ะ ดิฉันทั้งรับประทานและบำบัดผิวหนัง คือ ทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้สิบห้านาที ทุกวัน เป็นเวลาหนึ่งเดือน ผิวหน้าสดใสทันตาเห็นเลยค่ะ, อกไก่Turkey ก็ดีค่ะ แต่ลอกหนังออกก่อนนะคะ

2. เมื่อโปรตีน เป็นอาหารที่สร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ด่านต่อไปที่ชมรมรักใบหน้าอ่อนเยาว์ ต้องรับประทานก็คือ อาหารจำพวก ผักใบเขียว ค่ะ ที่พิเศษสุดก็คือ มะเขือม่วง หรือ aubergine, asparagus,avocado, bean sprout , broccoli , cauliflower, celery, courgettes, cucumber, garlic, ginger, lettuce , olives, peppers, rocket, spinach, tomatoes,โอ้โห นับว่าสบายมากสำหรับคนไทยนะคะ เพราะว่า ผักเหล่านี้นำมาประกอบอาหารได้ง่าย อยู่ในเมนูง่ายๆของพวกเราอยู่แล้ว จริงไหมคะ? อ้อ ถ้าใครที่ยังวัยรุ่นอยู่แต่ไม่ต้องการให้ตีนกาหรือรอยเหี่ยวย่นเกิดขึ้นบนใบหน้า ก็ให้รีบรับประทานผักใบเขียวแต่เนิ่นๆนะคะ ทานตั้งแต่เริ่มหนุ่มเริ่มสาว ก็เหมือนเราฝากดอกเบี้ยไว้ในธนาคารนั่นละค่ะ ถึงเวลาอันสมควรก็เบิกมาใช้ โดยไม่ต้องหักโหมหามาบำรุงผิวหน้ามากเกินไปไงคะ

3. อย่างที่รู้ๆกัน การรับประทานผักและผลไม้เยอะๆ มีผลดีต่อร่างกายมาเนิ่นนานแล้ว แต่ข้อห้ามสำหรับคนไม่ต้องการตีนกา ก็คือ อย่าทาน”กล้วย”มากเกินไปนะคะ เพราะกล้วยเป็นอาหารที่มีความเป็นแป้งสูง ซึ่งเหมาะที่สุดสำหรับรับประทานในมื้อเช้าเท่านั้นค่ะ ส่วนผลไม้ที่มีส่วนชะลอความเหี่ยวย่นของผิวสูง ก็คือ Apple, และจำพวก Berries ทั้งหลาย, แคนตาลูป, แตงไทย, แตงโม, กีวี, และ ลูกแพร์ ค่ะ

4. แม้ว่า พืชตระกูลถั่ว จะมีโปรตีนสูง ดีสำหรับร่างกาย แต่ถั่วบางอย่างก็ควรหลีกเลี่ยงสำหรับผิวหนังสวยๆนะคะ เช่น ถั่วที่ผ่านการทอดและปรุงรสด้วยเนยเป็นต้น แต่ว่า ซุปถั่ว หรือ ถั่วอบ สามารถทานได้ และดีต่อผิวหนังค่ะ รวมทั้งถั่วจำพวก ลูกนัท, แอลมอล, ถั่วเหลือง ข้าวโอ๊ต ซึ่งถั่วเหลืองหรือเต้าหู้ จะทำให้ผิวหนังยืดหยุ่นและไม่เป็นขุยได้ง่ายค่ะ

5. เมื่อมีข้อแนะนำการรับประทานอาหาร ก็ต้องมีการแนะนำการดื่มด้วย จริงไหมคะ? ขอแนะนำน้ำเปล่าๆเนี่ยละค่ะ กฎข้อที่ว่า ดื่มน้ำ วันละ ๘ แก้ว ยังไม่มีวันเชยหรอกค่ะ ถ้าจะถามว่าน้ำสำคัญอย่างไร ก็จะขอตอบว่า น้ำมีออกซิเจน ซึ่งเมื่อดื่มเข้าไปแล้ว จะช่วยล้างทำความสะอาดระบบในร่างกาย ขับของเสียออกมาทางเหงื่อ อีกทั้งดื่มน้ำมากๆ ผิวพรรณก็จะเปล่งปลั่งด้วยค่ะ โดยเฉพาะน้ำสะอาด และ น้ำแร่ค่ะ

6. เครื่องดื่มจำพวก ชา หรือ กาแฟ นี่ ตัวอันตรายต่อผิวเลยนะคะ ถ้าคนที่ติดชาหรือกาแฟ ไม่ดื่มไม่ได้ ถ้าอยากจะมีผิวสวยๆ ก็ค่อยๆงดก็ได้ค่ะ หรือ ไม่ก็ให้ดื่มน้ำเปล่าให้เยอะๆ เช่น โดยปรกติ กฎมีอยู่ว่า ให้ดื่ม น้ำ วันละแปดแก้ว ก็ให้ดื่มมากกว่าแปดแก้วมากๆ เพื่อรักษาออกซิเจนในผิวค่ะ และสำหรับคนที่ติดชา ก็ให้หันมาดื่มชาเขียวแทนนะคะ ชาเขียวนั้นนอกจากจะลดความดันโลหิตสูงแล้ว ยังช่วยลดน้ำตาลในโลหิตด้วยค่ะ

7. ออกกำลังกายมากๆ เป็นทางออกที่ดีของผิวหน้านะคะ เพราะการออกกำลังจะกระตุ้นเซลทุกอย่างในร่างกาย และเลือกการออกกำลังกายที่ใช้ระบบการหายใจให้สม่ำเสมอ เช่น โยคะ ว่ายน้ำ หรือ วิ่ง เป็นต้น ออกกำลังกายแค่วันละ ๒๐ หรือ ๓๐ นาทีเท่านั้นละค่ะ ผิวหน้าคุณจะสดใสทันตาเห็น

ข้อสรุป ๗ ข้อ สำหรับคนที่มีปัญหาผิวหน้ากร้าน และต้องการให้ผิวหน้าอ่อนเยาว์ขึ้นในทันที ควรปฎิบัติดังนี้ค่ะ
๑, ดื่มน้ำวันละ ๘ แก้ว เป็นอย่างต่ำนะคะ
๒.ปรับการดื่มเครื่องดื่มจำพวก ชา หรือ กาแฟ หันมาดื่ม ชาเขียว แทนค่ะ
๓. ทานปลาแซลมอลอย่างน้อย ๕ มื้อต่อสัปดาห์ค่ะ ยิ่งถ้าได้ทาน organic salmon ด้วยแล้ว จะได้ผลเร็วขึ้นค่ะ
๔. ให้ทานอาหารโปรตีนในทุกๆมื้อค่ะ ทานให้มากกว่าแป้ง แต่ต้องเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูงมากกว่าไขมันนะคะ
๕. ไม่ควรหรืองดรับประทานอาหารจำพวกของทอด แล้ว หันมาทานอาหารที่ต้องใช้การ steam สูงๆ หรือไม่เช่นนั้น อาหารอบหรืออาหารย่าง ก็ยังดีค่ะ
๖. ควรทานผักในทุกๆมื้อ โดยเฉพาะผักใบเขียว
๗. เปลี่ยนพฤติกรรมจากการทานอาหารขบเคี้ยว มาทานผลไม้แทนค่ะ

ฉบับนี้ขอเป็นวิชาการก่อนนะคะ ฉบับหน้า จะนำเมนูสำหรับคนที่รักสุขภาพและรักอาหารชีวจิตมาฝากค่ะ อีกหนึ่งเดือนเจอกันนะคะ อย่าลืม “ think before eat “ นะคะ คุณผู้อ่านทีรัก.

Thai Mural Painting 2


ศิลปะแบบเรียลลิสม์ ในจิตรกรรมฝาผนังของไทย (บทท้าย)
๓. จิตรกรรมฝาผนังสมัยรัชกาลที 1 (๑๘๕๑- ๑๘๖๘) หรือสมัยสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ความเคลื่อนไหวทางศิลปะจิตรกรรมฝาผนังในประเทศไทย ได้ดำเนินมาถึงทางแยกใหญ่แล้วในรัชสมัยของรัชกาลทีี่ ๔ นี่เอง อย่างที่เราคงจะรู้กันดีอยู่แล้วว่า ในรัชสมัยรัชกาล ที่ ๔ นั้น สยามประเทศเริ่มรับอิทธิพลตะวันตกมากขึ้น วิถีการใช้ชีวิตของชาวสยามก็ดูเหมือนว่า จะเปิดสู่โลกภายนอกมากยิ่งขึ้น เจ้านายเริ่มพูดภาษาต่างประเทศและเรียนภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสกันอย่างกว้างขวาง เนื่องจากสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและชนชั้นปกครอง ต่างเล็งเห็นว่า การเรียนภาษาต่างประเทศนั้นมีแต่จะเอื้อคุณและส่งผลเป็นประโยชน์มหาศาล เนื่องจากตอนนั้นเป็นยุคฝรั่งล่าอาณานิคม หากเราจะทำตัวแตกแยกจากฝั่งตะวันตกมากเกินไป ย่อมจะเกิดเหตุการณ์ไม่ดีอย่างแน่นอน อิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมนี้เอง ส่งผลไปยัง “ศิลปะ” รวมทั้งจิตรกรรมฝาผนัง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การสร้างสรรค์ศิลปะ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด ที่จะแสดงออกให้ต่างชาติ ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในสยามอย่างมาก ได้ตระหนักเห็นว่า สยามไม่เป็นรองใคร ไม่ใช่เมืองป่าเถื่อน และเป็นประเทศที่ไม่ด้อยน้อยไปกว่าประเทศใดเลย ดังนั้นรูปแบบประเพณีนิยมในการวาดจิตรกรรมฝาผนังที่วางรากมาเนิ่นนาน ตั้งแต่สมัยอยุธยา จึงเปลี่ยนรูปโฉมใหม่ แตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง โดยเปลี่ยนจากศิลปะที่เป็นลักษณะคตินิยมสูงสุด มาสู่ศิลปะแบบเหมือนจริง หรือ ที่เราเรียกกันว่า เรียลลิสม์ ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า อะไรคือ เรียลลิมม์ ในจิตรกรรมฝาผนังของไทย? แน่ละ..ศิลปินคงจะไม่ลุกขึ้นมาวาดรูป Portrait นางฟ้า เทวดา ในลักษณะสามมิติมีแสงเงาชัดเจนเหมือนอย่างศิลปินชาวอิตาลีเป็นแน่ แต่เปลี่ยนจาก วาดภาพเทวดานางฟ้ามาวาดคนธรรมดา เปลี่ยนจากเขียนภาพที่แสดงอารมณ์นิ่งและสงบ มาสู่ความตื่นเต้นและเต็มไปด้วยอารมณ์ ยกตัวอย่างเช่นรูปใน วัดมัชฌิมาวาส จ. สงขลา ผู้อ่านจะสังเกตเห็นว่า วิธีการเขียนท้องฟ้า เมฆ ภูเขา ใช้ระบบการเขียนรูปแบบทัศนียวิทยาอย่างเด่นชัด เช่น การผลักระยะใกล้ไกล โดยให้พระมหาชนกและนางมณีเมขลา ( รูปตัวละครทั้งสองที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีทอง) ดูเด่นขึ้นด้วยการใช้เส้นเปอร์สเปคทีฟ ให้รูปเรือโบราณฝรั่งจูงสายตาของผู้ดู ไปหยุดที่ภาพตัวละครเอกได้อย่างแยบยลและเป็นธรรมชาติ อย่างไรก็ดี ตัวละครทั้งสองยังมีลักษณะการเขียนแบบไทยประเพณี แต่ธรรมชาติรอบตัว ล้วนแสดงออกอย่างดีว่าศิลปินตั้งใจจะเขียนให้ภาพออกมาในแบบเรียลลิสม์เพียงใด
เช่นลักษณะทะเลที่แปรปรวน ใช้เทคนิคการเขียนฝีแปรงลงจังหวะสีปัดป้าย บ่งบอกความรุนแรงน่ากลัวได้อย่างเหมาะสม สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งในจิตรกรรมยุคนี้คือ การนำภาพวิถีชีวิตและบทบาทต่างๆของตัวละครฝรั่งมาใช้ในจิตรกรรมฝาผนังของไทย ในมุมมองของผู้เขียนเองแล้ว รู้สึกประทับใจมากเป็นพิเศษ เหตุเพราะ ผู้เขียนมีความเห็นว่า การเขียนรูปฝรั่งและเรืื่องราวของพวกเขาในแผ่นดินสยามเหล่านี้ เปรียบเสมือน “บันทึก” ที่เราสามารถนำมาเชื่อมกับประวัติศาสตร์หรือสังคมศาสตร์ได้อย่างดีเยี่ยมทีเดียว จิตรกรที่เลื่องชื่อว่ามีความเป็นหนึ่งในการเขียนรูปในลักษณะลอกเลียนภาพฝรั่งในยุคนี้ คือ ท่านขรัวอินโข่ง ( วัดบวรนิเวศวิหารและวัดบรมนิวาส, น.ณ.ปากน้ำ) ท่านขรัวอินโข่งนิยมเขียนภาพตึกรามบ้านช่องแบบยุโรป ซึ่งล้วนลอกมาจากภาพลายเส้นภาพพิมพ์ที่่ขายกันอย่างแพร่หลายในสมัยนั้น บางทีท่านขรัวอันโข่ง ก็เขียนภาพโดยใช้ฉากคนฝรั่่งเดินเล่นตามสวนสาธารณะ หรือ กำลังแข่งม้า ขี่ม้า หรือ นั่งรถม้า เป็นต้น (วัดโสมนัสวิหาร) และหากจะโยงไปถึงภาพในเชิงพุทธศาสนาแล้วละก็ ท่านขรัวอินโข่งก็ดูจะมีบทบาทโดดเด่นอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ถือว่าท่านเป็นผู้นำของการเปลี่ยนแปลงภาพเขียนคติใหม่คนหนึ่งก็ว่าได้ โดยนิยมเขียนภาพพุทธศาสนาเชิงปริศนาธรรมแทนที่จะเขียนภาพสอนชาวบ้านแบบตรงไปตรงมาดังแต่ก่อน ซึ่งผู้ที่เป็นเอกแห่งการประพันธ์เรื่องพุทธศาสนาในเชิงปริศนาธรรม มีอุปมาอุปไมยอย่างแยบคาย ก็คือ สมเด็จพระจอมเกล้านั่นเอง
กลับมาที่เรื่องการเขียนฉากต่างประเทศ ฉากต่างประเทศอีกแนวหนึ่งที่ได้รับความนิยมและเฟืื่องฟูอย่างมากในสมัยเรียลลิสม์ตอนต้น ก็คือ การเขียนฉากที่มีอารมณ์ฝันเฟื่องถึงต่างแดน หรือ ที่เราเรียกกันว่า “ Exotic” ซึ่งส่วนใหญ่นำมาจากบทพรรนาของหม่อมราโชทัยจาก “นิราศลอนดอน” ฉากเฟื่องฝันเช่นนี้ยังสามารถเห็นได้ใน “วัดโสมนัสวิหาร” ที่มีตัวละครเอกชื่อ “ อิเหนา” ประกอบไปด้วยฉากแปลกตางดงามยิ่งนัก.
( หากผู้อ่านจะนึกเคลิ้มตามผู้เขียน เกี่ยวกับฉากต่างประเทศในจิตรกรรมไทยในรัชสมัยนี้แล้ว ผู้เขียนขอแนะนำให้ไปศึกษาหรือดูเพื่อความฉ่ำใจได้ที่ วัดโสมนัสวิหาร, หรือ ผนังพระอุโบสถวัดประทุมวนาราม,และวัดมหาพฤฒาราม)
จิตรกรรมฝาผนังสมัยรัชกาลที่ ๕ (๑๘๖๘- ๑๙๑๐) หรือสมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
จิตรกรรมฝาผนังสมัยรัชกาลที่ ๕ ยังคงได้รับอิทธิพลการพัฒนาการครั้งยิ่งใหญ่ สืบเนื่องมาจากสมัยรัชกาลที่ ๔ อยู่มาก แต่แตกยอดออกไปพัฒนาทางด้านการตกแต่งมากขึ้น เช่น ภาพฉากบรรยายวิถีชิวิตของคนสยาม เราจะเห็นภาพหญิงสาวใส่เสื้อคอกระเช้า แขนหมูแฮม มือถือร่ม และชายหนุ่ม นุ่งผ้าม่วง สวมเสื้อราชปะแตน ถือหมวกและไม้เท้า และอุปกรณ์แปลกๆที่นำมาประกอบในฉากล้วนมาจากต่างชาติทั้งสิ้น

จิตรกรรมฝาผนังสมัยรัชการที่ ๖ ( ๑๙๑๐- ๑๙๒๕) หรือสมัยสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
จิตรกรชื่อเด่นและเฟื่องฟูยุคนั้นมีหลายท่านด้วยกัน เช่น สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์,พระอนุศาสตรวิจิตรกร,พระวรรณาวาดวิจิตร.
พระเทวาภินิมมิต ในสมัยรัชกาลที่ ๖ นี้ ศิลปะวิทยาการส่งผลต่อจิตรกรรมฝาผนังอย่างเต็มตัว ศิลปินหลายท่านฝึกเรียนและวาดภาพระบบกายวิภาค ( Anatomy) อย่างจริงจัง ศิลปินที่น่ายกย่องอย่างยิ่ง ในความคิดสร้างสรรค์ถึงขั้นอัจฉริยะ คือ สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ท่านทรงออกแบบภาพลายเส้นแบบไทยประยุกต์ โดยเขียนภาพลักษณะตัวละครไทยประเพณีก็จริงแต่ก็เขียนแบบกายภาคศาสตร์แบบฝรั่งด้วยเช่นกัน ทำให้ภาพเกิดเป็นรูปแบบเฉพาะตัว ลายเส้นมีทั้งอ่อนหวานและมีเปอร์สเปคทีฟอย่างฝรั่ง นับว่าเป็นการผสมผสานทั้งของใหม่และเก่าได้อย่างงดงามยิ่งนัก

จิตรกรรมฝาผนังสมัยรัชกาลที่ ๗ ( ๑๙๒๕- ๑๙๓๒)หรือ สมัยสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
สมัยรัชกาลที่ ๗ เป็นยุคที่สยามประเทศก้าวเข้าสู่ความเป็นตะวันตก ทั้งในแง่สังคมและศิลปะอย่างเต็มที่ รัชกาลที่ ๗ ทรงรับจ้างศิลปินชาวอิตาเลี่ยน เข้ามาเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระที่นั่งอนันตสมาคม และผนังอุโบสถวัดราชาธิราช ภาพที่เขียนล้วนใช้แสงเงาแบบตะวันตกทั้งสิ้น ซึ่งนับว่าเป็นยุคแห่งความสมัยใหม่อย่างแท้จิรง ศิลปิินในยุคนี้ล้วนสนุกและตื่นกับวัฒนธรรมของยุโรปอย่างมาก ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ จิตรกรรมฝาผนังในวัดพระแก้ว อย่างไรก็ดี น.ณ.ปากน้ำเขียนไว้ตอนท้ายของรัชสมัยนี้ว่า
“ ยุคท้ายของ รัชกาลที่ ๗ เห็นจะเป็นจิตรกรรมฝาผนังที่พระอุโบสถวัดระฆังโฆสิตาราม ซึ่งเป็นแบบทั้งโบราณและใหม่ ที่ปรากฏบนผนังพระโบสถ์และวิหารเป็นครั้งสุดท้าย..”
หลังจากนั้น สยามได้เปลี่ยนแปลงการปกครอง ในปี ๒๕๗๕.

ผู้เขียนจึงขอจบบทความ “ศิลปะแบบเรียลลิสม์ในจิตรกรรมฝาผนังของไทย” ถึงเพียงแค่ยุคสมัยของรัชกาลที่ ๗ เท่านั้น เพราะรูปแบบจิตรกรรมฝาผนังในสมัยรัชกาล ๘ และ ๙ ล้วนเป็นรูปแบบที่แตกต่างจากศิลปะเรียลลิสม์มาก ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้เขียนหวังว่า ผู้อ่านจะพอมองเห็นได้ชัดเจน ว่าศิลปะไทยของเรานั้น แสดงออกถึง สังคม เศรษฐกิจ ประวัติศาสตร์ และการปกครองเพียงใด หากผู้อ่านมีโอกาสไปเที่ยวในเมืองไทย อย่าลืมแวะไปชมภาพจิตรกรรมฝาผนังในวัดต่างๆ แล้วกลับมาเล่าให้กันฟังบ้างจะเป็นไร.


หนังสือแนะนำ
จิตรกรรมฝาผนังหนึ่งในสยาม,เมืองโบราณ น.ณ.ปากน้ำ
วัดโสมนัสวิหาร, เมืองโบราณ น.ณ.ปากน้ำ
และหนังสือเรื่องวิเคราะห์จิตรกรรมฝาผนังของ น.ณ.ปากน้ำทั่วไป
X ฉบับหน้า จะเป็นเรื่องการแต่งกายของสตรีและบุรุษไทยในสมัยต้นและกลางรัตนโกสินทร์

Thai mural Painting 1




ศิลปะแบบเรียลลิสม์ ในจิตรกรรมฝาผนังของไทย (บทต้น)

ก่อนที่ผู้เขียนจะเริ่มอธิบายรูปแบบและลักษณะต่างๆในจิตรกรรมฝาผนังของไทย ผู้เขียนอยากลองให้ผู้อ่านนึกเล่นๆหรือจินตนาการอย่างรวดเร็วเสียก่อนว่า อะไรคือสิ่งแรกที่ผู้อ่านเห็นหรือมีในความนึกคิดเกี่ยวกับจิตรกรรมฝาผนังแบบไทยๆของ
เรา(ความจริงจะเรียกว่าแบบไทยๆก็ไม่ถูกนักเพราะเราเป็นประเทศพุทธศาสนาแบบเดียวกับประเทศที่แถบเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเทศ จึงทำให้ จิตรกรรมฝาผนังมีลักษณะคล้ายคลึงกันอย่างมาก จนบางทีแทบจะแยกไม่ออกทีเดียว) ผู้เขียนขอสารภาพว่า ก่อนหน้านั้น ผู้เขียนไม่ได้คิดหรือเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับจิตรกรรมฝาผนังของไทย นอกจากจะทราบและเข้าใจว่า จิตรกรรมฝาผนังนั้นบ่งบอกวิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมของคนสมัยโบราณ ดังเช่นที่เราได้เห็นว่า หนังไทยที่มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ในช่วงปีหลังๆมานี้ เริ่มเปิดฉากด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังของไทยกันบ่อยๆ เช่น เรื่องแม่นาค เรื่องขุนแผน หรือ เรื่องสุริโยไท นอกจากนั้น จิตรกรรมฝาผนังยังทำให้ผู้เขียนมีความสุขใจ อย่างยิ่งยามเมื่อได้ไปวัดและได้มีโอกาสดูรูปพุทธประวัติหรือทศชาติชาดกภาคต่างๆ
ของพระพุทธเจ้าจากฝาผนังโบสถ์หรือวิหาร ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ละวัด แต่ละภูมิภาค แต่ละความเข้าใจในการที่จะถ่ายทอดศิลปะออกมา หากแต่ทั้งหมดนั้น ก็ยังไม่เท่ากับความรู้ครึ่งหนึ่ง หลังจากที่ได้อ่านงานเขียนเชิงวิเคราะห์จิตรกรรมฝาผนังของบรมครู ท่านอาจารย์ประยูร อุลุชาฎะ หรือ น. ณ ปากน้ำ หรือ พลูหลวง ศิลปินและนักประวัติศาสตร์ของไทย ผู้ซึ่งมีความลึกซึ้งและเฉียบคมในการวิเคราะห์จิตรกรรมฝาผนังอย่างหาผู้ใดเทียบได้เหมือน ผู้เขียนจึงขอกล่าวแต่เนิ่นๆว่า เนื้อหาที่ผู้เขียนจะนำมาเสนอต่อไปนี้นั้น ล้วนอยู่บนพื้นฐานแนวการวิเคราะห์ของอาจารย์ประยูรแทบทั้งสิ้น ซึ่งผู้เขียนได้นำมาประกอบกับบทความชิ้นนี้ โดยนำเสนอแนวการวิเคาระห์ของอาจารย์ประยูรและของตัวผู้เขียนเองสลับกันเป็นช่วงๆไป ยกตัวอย่างเช่น ผู้เขียนมีความสนใจเป็นพิเศษ ในเรื่องของการเมืองการปกครอง ที่สามารถมองผ่านจิตรกรรมฝาผนังเหล่่านี้ได้ เพราะผู้เขียนเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงทางเหตุการณ์บ้านเมืองก็ดี วิสัยทัศน์ของชนชั้นปกครองก็ดี ย่อมสะท้อนให้เห็นทางผลงานศิลปะได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลปะแบบเรียลลิสม์ ที่เริ่มต้นในสมัยสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่สี่ ( 1851-1868)
ทำให้เราเห็นว่าอิทธิพลตะวันตกที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในเมืองไทยนั้น ไม่ได้มาแบบค่อยเป็นค่อยไปอย่าง เช่นอิทธิพลศิลปะจีนในสมัยรัชกาลที่สาม แต่เข้ามาอย่างรวดเร็วและรุนแรง อีกทั้งพัฒนาอย่างต่อเนื่องอีกด้วย ซึ่งนั่นอาจจะบอกอะไรเรามากมาย เกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองและความคิดของผู้คนในขณะนั้น
(ศิลปะแบบ Realism คือ การเขียนภาพให้มีลักษณะสามมิติ มีการใช้ Perspective หรือ ระบบทัศนียวิทยาให้เกิดระยะ,ใช้แสงเงา, และการใช้น้ำหนักสีให้เกิดความใกล้ไกล มักจะเห็นได้ชัดในงานเขียนธรรมชาติ(Landscape) หรือ ภาพหุ่นนิ่ง )

จิตรกรรมฝาผนัง ก่อนช่วงสมัยศิลปะแบบเรียลลิสม์

1. จิตรกรรมฝาผนังในสมัยปลายอยุธยา หรือช่วงต้นสมัยของพระนารายณ์ (2199-2231 หรือ 1656-1688) จิตรกรรมฝาผนังส่วนใหญ่ ยังนิยมเขียนแบบสมัยอยุธยาตอนกลาง ดังเช่น การเขียนเรื่องทศชาติชาดกและพระพุทธเจ้าเทคนิคที่ใช้เป็นเทคนิคการเขียนฝาผนัง นิยมใช้ระบบเทมเพอรา คือ การใช้สีฝุ่นบดให้ละเอียดแล้วจึงนำไปผสมกับกาว โดยมีสีขาวเป็นตัวผสมหลักเพื่อให้เกิดสีอ่อนแก่ ดังตามกรรมวิธีเขียนสีฝุ่นทั่วไป เทคนิคนี้เราจะเห็นว่า มีการใช้อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นตะวันออกหรือตะวันตก ต่างกันตรงที่การใช้กาวผสม ซึ่งใช้วัสดุแตกต่างกันและให้ความเหนียวข้นที่ไม่เหมือนกัน เช่น ทางอิตาลีและประเทศตะวันตก นิยมใช้สีฝุ่นผสมไข่แดงและน้ำ เริ่มใช้กันมาตั้งแต่ตอนปลายของศตวรรษที่สิบห้า ในขณะที่ไทยเรานิยมใช้ยางจากไม้นำมาทำเป็นกาว ( เพราะไข่แดงจะแห้งเร็วในประเทศแถบร้อน ซึ่งจะยุ่งยากมากในการเขียนรูป) เนื้อเรื่องและภาพที่เขียนส่วนใหญ่ก็จะเป็นภาพคน ภาพสัตว์ในเทพนิยาย หรือ ภาพสถาปัตยกรรมต่างๆ เช่น วัดวาอาราม หรือปราสาทราชวัง โดยลักษณะภาพที่เขียนออกมานั้นจะเป็นภาพแบบนาฏลักษณ์ ตามคตินิยมของจิตรกรรมไทย สังเกตได้จากลักษณะเส้น ที่วาดจะแสดง และบ่งบอกอาการท่าทางต่างๆของตัวแบบได้ชัดเจน (ให้ลองนึกถึงนาฏศิลป์ไทยก็ได้ เช่น เวลาตัวละครต้องการจะแสดงอาการใดๆก็จะมีท่าเฉพาะนั้นๆ) การเขียนภาพเช่นนี้นั้น จิตรกรจะต้องร่างภาพเสียก่อน เพราะภาพที่เขียนจะต้องอาศัยชั้นเชิงหรือทักษะอย่างยิ่งยวด เนื่องจากจะต้องเขียนออกมาให้ดูอ่อนหวานกลมกลืนทั้งกับตัวแบบและพื้นที่ว่างหรือ
ฉาก ทุกอย่างในภาพจะต้องเป็นกลุ่มก้อน มีช่องไฟ ในจังหวะที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดความงดงามในลักษณะที่เราเรียกกันว่า “ ไอเดียลิสติก” นั่นเอง หากแต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การเขียนในยุคอยุธยานี้ยังไม่มีการเน้นหนักเรื่องของความเหมือนจริง จนทำให้ภาพออกมาดูแบน และไม่มีมิติ แม้ภาพฉากธรรมชาติต่างๆ ก็เน้นเขียนความโค้งของใบไม้และดอกไม้ ในเฉพาะการลอกเลียนแบบของรูปทรงมากกว่าความเหมือนจริง ทั้งใบไม้ดอกไม้ยังล้วนถูกประดิษฐ์ประดอยด้วยลายไทยโบราณอีกด้วย นอกจากนั้นแล้ว ภาพมนุษย์ที่นิยมวาด ก็เป็นภาพเหมือนของเหล่าเทวดามากกว่าคนจริงๆ ส่วนภาพสัตว์ต่างๆ ก็เป็นสัตว์ในเทพนิยาย เป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์ ที่น่าสนใจคือ ภาพเขียนในลักษณะเช่นนี้ ก็จะเกี่ยวโยงไปถึงกษัตริย์ด้วย เพื่อเน้นให้เห็นถึงความเชื่อเรื่องที่ว่า กษัตริย์คือสมมุติเทพ กำเนิดในเทวสถานและมีชีวิตอยู่ในหมู่มวยเทพเทวดา ซึ่งเราจะพบภาพเขียนที่มีเรื่องราวเช่นนี้มากมายในยุคอยุธยา นั่นรวมทั้งเรื่องราวของพระพุทธเจ้าด้วย โดยเฉพาะฉากมารผจญซึ่งมักปรากฎให้เห็นอยู่ที่ภาพพื้นหลังของพระพุทธเจ้าเสมอๆ
ศิลปะในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น (สมัยรัชกาลที่ 1-3) จิตรกรรมฝาผนังสมัยต้นรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้น แม้จะรับรูปแบบการวาดมาจากสมัยอยุธยา เช่น พื้นหลังของฉากพุทธประวัติมักเป็นฉากมารผจญ หากแต่ศิลปะยุคนี้ก็มีลักษณะเฉพาะตัวของตัวเองมากเช่นกัน ทางด้านเทคนิคการวาดรูปนั้นก็ได้มีการพัฒนาขึ้นมาก ทั้งทางด้านรูปแบบและการใช้สี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการใช้สีนั้น ดูเหมือนว่าจะได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียมากทีเดียว คือ เน้นความเจิดจ้าและสดใส และในแต่ละสี ก็มีความหมายสำคัญบ่งบอกลักษณะพิเศษในตัว ผู้เขียนขอยกตัวอย่างผลงานในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 (1782-1809) ในสมัยรัชกาลนี้ รูปแบบของการเขียนภาพให้มีมิติดูเหมือนจะถูกพัฒนาขึ้นด้วยเทคนิคพิเศษ คือ เทคนิคการใช้สีและเส้น ในลักษณะของการตัดเส้น กรรมวิธีนี้จะใช้การตัดเส้นด้วยพู่กันตามรอบนอกของภาพคนสำคัญ เช่น ตัดเส้้นด้วยสีแดงรอบนอก ตรง แขน ลำตัว ขา และเท้า ส่วนตรงใบหน้า ต้องมองไปถึงให้เห็นถึงรายละเอียด ก็จะพบว่าจิตรกรนิยมใช้พู่กันอันเล็กๆ ตัดเส้นด้วยสีน้ำตาลแดงเพื่อให้ใบหน้าดูคมและเด่นขึ้น โดยเน้นหนักตรงขอบตา คิ้ว และเส้นระหว่างริมฝีปาก อีกทั้งยังใช้สีทองตัดขอบกับเส้นรอบนอกสีแดงซ้ำอีกทีด้วย ถ้าหากภาพนั้นเป็นภาพของกษัตริย์ จะเน้นลงทองที่อาภรณ์เครื่องประดับมากเป็นพิเศษ จุดประสงค์ของการตัดเส้นด้วยสีทองนี้ เพื่อให้เห็นถึงอำนาจและความแข็งแกร่ง ซึ่งเราอาจสังเกตพบวิธีเขียนอย่างนี้จากภาพทวารบาลได้เช่นกัน เพราะทวารบาลต้องมีลักษณะเข้มแข็ง มีฤทธิ์อำนาจเป็นพิเศษ ซึ่งกรรมวิธีนี้ ถือว่าทำให้จุดประสงค์ของการเขียนภาพทวารบาลศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น
ผู้เขียนขอกล่าวถึงจิตรกรรมฝาผนังในสมัยถัดไปแต่เพียงสั้นๆ เนื่องจากจิตรกรรมฝาผนังสมัยรัชกาลที่สองมีความคล้ายคลึงกับสมัยรัชกาลที่หนึ่ง
มาก หากแต่ก็มีรายละเอียดแตกต่างกันเล็กน้อย เนื่องจากสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงมีใจรักด้านวรรณกรรม เราจึงเห็นภาพที่เล่าเรื่องทศชาติชาดกอย่างสนุกสนานและมีความหลากหลาย ตัวอย่างเช่น เรื่องการเดินทางของพระมหาชนก
2. จิตรกรรมฝาผนังสมัยรัชกาลที่สาม ( 1824-1851) หรือสมัย สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ในช่วงสมัยนี้ จิตรกรรมฝาผนังของไทยก้าวหน้าไปมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เนื่องด้วยว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสนับสนุนการสร้างวัดอย่างมาก ทำให้ความคิดสร้างสรรค์ของจิตรกรได้รับการเอาใจใส่ตามไปด้วย แต่จิตรกรก็ยังไม่ละทิ้งประเพณีการเขียนรูปแบบเก่าๆเสียทีเดียว โดยเห็นได้ว่า การใช้เส้นสามเหลี่ยมหยักๆเป็นเส้นแบ่งภาพ ( เส้นสินเทา) ที่ใช้มาตั้งแต่สมัยอยุธยา ( เพราะในสมัยนั้น วัดไม่มีหน้าต่าง จึงต้องใช้เส้นสินเทาแบ่งภาพ) ก็ยังใช้กันอยู่ในโดยทั่วไป ผลงานยุคนี้ ถ้ามองจากมุมมองของผู้เขียน ก็คือ เป็นช่วงที่จิตรกรรมไทยเริ่ม ‘ทันสมัย’ มากยิ่งขึ้น หากแต่ยังไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง การเขียนแบบ “ ไอเดียลิสติก” ก็ยังคงนิยมเขียนกันอยู่ แต่เทคนิคเท่านั้นที่เปลี่ยนไปบ้าง
อีกเรื่องที่ผู้เขียนสนใจอย่างมากก็คือ วัฒนธรรมของจีน ที่เข้ามาสู่สยามประเทศอย่างเต็มตัวในสมัยรัชกาลที่สามนี้เอง จะด้วยว่าเพราะการขยายอำนาจของจีนหรืออะไรก็ตามแต่ ผู้เขียนยังไม่ขอเขียนถคงรายละเอียดตรงนี้ นอกจากจะขอย้ำว่า ศิลปะยุคนี้พัฒนาภายใต้พื้นฐานของการเมืองและเศรษฐกิจ จิตรกรนำภาพเขียนภาพจีนมาประยุกต์ให้มาเป็นอย่างไทยได้อย่างน่าแปลกใจ ที่ผู้เขียนประหลาดใจ ก็เพราะว่า ถ้าไม่มองกันชัดๆลึกๆ เราก็คงไม่สังเกตเห็น จนอาจนึกได้ว่านี่ละคือ ภาพวาดจิตรกรรมในลักษณะไทยแท้ๆ ทั้งที่ความจริงแล้ว คือการประยุกต์ศิลปะอย่างแยบยลของช่างเขียนไทย หรือให้พูดง่ายๆ ก็คือ รับอิทธิพลจริง แต่ไม่ทิ้งรากเหง้าของตัวเอง หากผู้อ่านอยากไปเห็นภาพนี้ด้วยตา ก็ลองไปดูได้ที่อุโบสถวัดนางชี กับ วัดทองนพคุณ ( จากหนังสือของ น ณ.ปากน้ำ) ที่สำคัญคือ จิตรกรรมจีนนิยมลงสีดำตรงเพดานและตกแต่งด้วยลวดลายสีทอง ซึ่งช่างไทยก็รับมาอิทธิพลนี้มาตกแต่งอุโบสถด้วยเช่นกัน หรือในจิตรกรรมฝาผนัง จะเห็นว่าฉากบางฉาก มีหนังสือคัมภีร์พระพุทธศาสนา( ของจีนนิยมเขียนภาพคัมภีร์ในงานจิตรกรรม) และฉากตกแต่งห้องต่างๆก็ล้วนแปลกตาไป ทั้งนี้ เพราะมีการตกแต่งด้วยลวดลายของจีนนั่นเอง เช่น มีการใช้ผ้าม่านประกอบในงาน และผ้าม่านนั้นมีลวดลายของดอกไม้จีนตกแต่งอยู่ด้วย.

ผู้เขียนขอจบบทต้นแต่เพียงเท่านี้ ถือว่า เป็นการแนะนำจิตรกรรมฝาผนังของไทย ในลักษณะทั่วไปเสียก่อนที่จะเข้าถึงสมัย เรียลลิมส์ ซึ่งผู้เขียนยอมรับว่า เป็นสมัยที่น่าสนใจมากสมัยหนึ่งของศิลปะในประเทศไทย.

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เรื่องบนโต๊ะ (อาหาร) 2


ตอน 2


การเสริฟอาหารฝรั่งมีหลายขั้นตอน โดยเฉพาะเวลาที่เราสั่งอาหารเป็นคอร์สเต็ม มาเริ่มตามลำดับกันดีกว่าค่ะ

ซุป
ซุป เป็นอาหารเรียกนำ้ย่อยอันแรกที่ถูกปากใครหลายคน แบ่งเป็นซุปข้นกับซุปใส ถ้าเป็นซุปข้นจะมีรสชาติเข้มข้น มีส่วนผสมของนมจึงทำให้อิ่มท้องได้มากกว่า ซุปข้นที่นิยมสั่งมารับประทานก็มี ซุปเห็ด ซุปผักโขม ซุปฟักทอง ซุปข้าวโพด ส่วนซุปใสก็เป็นพวก ซุปหัวหอม ซุปผัก ซุปมะเขือเทศ ส่วนวิธีทานซุปให้ถูกต้องนั้น ก็คือ ต้องค่อยๆ ตักซุปออกจากตัวเราค่ะ ไม่ใช่ตักเข้าตัวเราแบบวิธีของไทย ใช้ช้อนตักซุปจากบริเวณตรงกลางถ้วยในทีท่าตักออกจากตัวจรดขอบถ้วย แล้วรับประทานเรื่อยๆจนหมด และเมื่อใกล้จะหมดแล้ว จะมีน้ำซุปเหลืออยู่คอดถ้วย ช้อนวิธีเดิมจะลำบาก ให้เอียงถ้วยเข้าหาตัว หรือ ออกจากตัวเล็กน้อย และค่อยๆตักซุปทาน วิธีนี้ถือว่า ไม่ผิดมารยาทค่ะ และไม่ต้องอายที่จะปฏิบัตินะคะ เมื่อรับประทานเสร็จแล้ว ให้วางช้อนหงายไว้ในถ้วยหรือวางไว้บนถาดรองซุป เป็นการส่งสัญญานว่า รับประทานซุปเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ

สลัด
สลัดสำหรับอาหารเรียกน้ำย่อย จะมีสัดส่วนที่ไม่มากนัก อุปกรณ์ที่ใช้ทานสลัด คือ ส้อมเท่านั้น แต่อนุโลมให้ใช้มีด ถ้าเกิดผักบางชนิดตัดให้ขาดลำบาก แต่จะไม่ใช้ช้อน ข้อควรระวังคือว่า ร้านอาหารส่วนใหญ่จะไม่เตรียมมีดไว้ให้ตั้งแต่แรก ถ้าคุณใช้มีดตัดผักแล้ว ให้เก็บไว้ที่เดิม อย่าทิ้งไว้บนจาน ไม่อย่างนั้น บริกรจะเก็บไปเมื่อรับประทานเสร็จ และคุณจะขาดอุปกรณ์มีดเมื่อถึงเวลาอาหารหลัก

ขนมปัง
ปรกติซุปนิยมเสริฟมาพร้อมกับขนมปังและเนย แต่ธรรมเนียมแล้ว คุณต้องเริ่มจากการทานซุปก่อน อย่าเพิ่งกระโดดไปทานขนมปังนะคะ ขนมปังควรทานหลังทานซุปแล้ว หรือ ทานร่วมกับอาหารหลักค่ะ ส่วนตำแหน่งการวางของขนมปังนั้น มักจะทำให้งงกันบ่อยๆ ยิ่งเวลาทานร่วมกับคนหลายๆคน เราจะสงสัยบ่อยครั้งว่า จานขนมปังอันไหนเป็นของเรา จำไว้นะคะ ว่าส่วนใหญ่แล้วจานขนมปังจะวางอยู่ทางซ้ายมือของเรา ขณะที่แก้วเครื่องดื่มจะวางอยู่มุมขวามือ มีเทคนิคจำง่ายๆ ว่า B(ซ้าย) D(ขวา) หรือ Bread(ขนมปัง)&Drink(เครื่องดื่ม) นั่นเองค่ะ ส่วนวิธีทานขนมปังที่ดีคือ ค่อยๆ ฉีกเป็นชิ้น และจึงทาเนยสำหรับรับประทานค่ะ
อาหารหลัก
เรามาเริ่มจากการใช้อุปกรณ์ก่อนดีกว่าค่ะ
วิธีใช้มีดกับส้อมของอาหารหลักก็มีเอกลักษณ์แตกต่างกันไปค่ะ
สไตล์อเมริกา
ใช้มีดข้างขวา และ ใช้ส้อมข้างซ้าย ใช้มีดหั่นอาหารออกเป็นชิ้นๆ สักสามสี่ชิ้น และวางมีดไว้บนจานด้านขวาก่อน แล้วจึงย้ายส้อมจากด้านซ้ายมาทางด้านขวา และใช้ส้อมในมือขวาตักอาหารเข้าปาก
สไตล์ยุโรป
ใช้มีดข้างขวา และ ใช้ส้อมข้างซ้าย เมื่อใช้มีดหั่นอาหารแล้ว สามารถใช้ส้อมจากมือซ้ายตักอาหารเข้าปากได้เลย

ถ้าคุณทานอาหารกันเองกับครอบครัวหรือเพื่อนๆ ก็สามารถทานได้ตามสะดวกสไตล์ไหนก็ได้ แต่ถ้าทานกับชาวต่างประเทศ ควรจะปฎิบัติตามลักษณะของวัฒนธรรมนั้นๆค่ะ เช่น คุณจะรับประทานอาหารกับคนฝรั่งเศส ก็เลือกวิธีถือมีดถือส้อมทานอาหารแบบสไตล์ยุโรปค่ะ
อาหารจำพวกเนื้อ
มักจะมากับน้ำซอส ถ้าน้ำซอสยังไม่ได้ถูกราดบนตัวเนื้อมาก่อน ให้ราดน้ำซอสให้ทั่วชิ้นเนื้อ ก่อนจะรับประทาน อย่าราดไปทานไปนะคะ
อาหารจำพวกปลา
มักเสริฟพร้อมกับมะนาว ถ้าเป็นมะนาวฝานๆ ให้นำไปวางไว้บนเนื้อปลา ถ้าเป็นมะนาวครึ่งซีก ให้บีบมะนาวบนเนื้อปลาได้เลย และไม่ควรจะพลิกเนื้อปลารับประทาน
อาหารที่อยู่ในกระดาษฟอยล์
อาหารอบบางชนิดจะถูกเก็บไว้ในกระดาษฟอยล์เพื่อให้เก็บความร้อน ให้ใช้มีดแทงเข้าไปในกระดาษฟอยล์และใช้ส้อมช่วยแกะกระดาษให้แยกออกจากกัน อย่าใช้มือนะคะ เพราะมันจะร้อนมาก
ขนมหวาน
เมื่อจบหมดอาหารแล้ว จะต่อด้วยขนมหวาน ซึ่งนั่นก็แล้วแต่ความต้องการของคุณ ว่าอยากทานอะไร ถ้าอาหารมีรสชาติเข้มข้นหน่อย คุณอาจจะจบด้วยไอศกรีมรสผลไม้ หรือ ซอร์เบก็ได้ วิธีทานไอศกรีมที่ดีคือค่อยๆตักจากข้างล่างก่อน เพราะจะได้ไม่ดูเลอะเทอะ และถ้าคุณสั่งพวกทาร์ตหรือพาย ให้ใช้มีดกับส้อมสำหรับทานขนมทานแบบเดียวกับอาหาร ถ้าคุณสั่งพวกขนมเค้กที่มาในรูปแบบสามเหลี่ยม ให้เริ่มทานที่มุมแหลมของสามเหลี่ยมก่อนค่ะ

นี่เป็นแค่ส่วนประกอบเล็กๆเท่านั้นนะคะ มารยาทต่างๆ ในการรับประทานอาหารยังมีอีกมาก นั่นรวมถึงมารยาทในการวางตัวและการพูดคุยด้วยค่ะ ขอให้รับประทานอาหารให้อร่อย Bon Appe’tit ค่ะ

Tips
- เวลาถือแก้วไวน์ ให้จับที่ก้าน อย่าจับที่ตัวแก้ว เพราะอุณหภูมิของไวน์จะเปลี่ยนได้จากอุณหภูมิในมือของคุณ

- ถ้าบังเอิญตักประทานอาหารที่มีร้อนๆมาเข้าปากไปแล้ว ให้หาอาหารที่มีความเย็น เช่น ผักสด รับประทานตามทันที

- ไม่เป็นการผิดมารยาท ถ้าคุณทานอาหารไม่หมด ให้รวมอาหารไว้ที่มุมเดียวกัน อย่าให้ดูเลอะเทอะ และพยายามเหลือของในจานไว้พอเป็นพิธีบ้าง ไม่อย่างนั้น จะดูเหมือนว่า คุณไม่ได้ทานอะไรมาเลยทั้งวัน

เรื่องบนโต๊ะ (อาหาร) 1


ช่วงเวลาสำคัญสำหรับชีวิตครอบครัวอย่างหนึ่ง คือ การรับประทานอาหารร่วมกันค่ะ ไม่ว่าจะเป็นทานอาหารที่บ้านหรือทานที่ร้านอาหารก็ล้วนแล้วแต่สร้างความสนุกสนานให้กับสมาชิกใน
ครอบครัวทั้งนั้นค่ะ แต่อย่าได้มองแค่มุมเดียวนะคะ ว่าการรับประทานอาหารเป็นแค่ช่วงเวลาแห่งการพบปะสังสรรค์กันเท่านั้น บางที อาจจะเป็น ช่วงเวลาสำคัญทางธุรกิจ ที่คุณๆ มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ทีี่่จะต้องปฎิบัติตัวให้ดูมีบุคลิกที่ดีค่ะ แหม..อย่าเพิ่งนึกว่า chic girl มาขู่ให้เกรงกลัวการออกงานสังคมนะ แต่เพราะเราเชื่อว่า ถ้าเรารู้ธรรมเนียมอย่างดีแล้ว เราย่อมทำทุกอย่างอย่างถูกต้องอย่างสมควรค่ะ ฉบับนี้ เราเริ่มจากการ สังสรรค์รับประทานอาหารเชิงธุรกิจก่อนค่ะ

การรับประทานอาหารในเชิงธุรกิจนั้น อาจจะหมายรวมไปถึง การเป็นเจ้าของธุรกิจแล้วเลี้ยงรับรองลูกค้า หรือ เป็นลูกจ้างไปร่วมงานทานข้าวกับเจ้านาย หรือ ผู้ร่วมงานก็ได้ค่ะ มาเริ่มจากการจัดโต๊ะอาหาร ก่อนนะคะ ส่วนใหญ่แล้ว งานเลี้ยงอาหารในเชิงธุรกิจจะไม่ค่อยนิยมจัดแบบบุฟเฟ่ เพราะต้องการเน้นเวลาเพื่อต่อยอดในการคุยเรื่องราวทางธุรกิจ และส่วนใหญ่แล้ว ตำแหน่งที่นั่ง จะถูกจัดลำดับความสำคัญไว้เรียบร้อยแล้วค่ะ ที่นี้มาดูลายละเอียดเรื่องบนโต๊ะกันค่ะ
ผ้าเช็ดปาก
เราจะเริ่มจากผ้าเช็ดปากก่อนค่ะ สำหรับผ้าเช็ดปากที่วางอยู่บนโต๊ะนั้น เราจะหยิบและค่อยคลี่ๆออก แล้วจึงวางไว้บนตัก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราต้องดูด้วยว่า เจ้าภาพ หรือ เจ้านาย ที่เป็นหัวหน้าทีม เริ่มวางผ้าเช็ดปากแล้วหรือยัง ถ้ายัง เราต้องรอจนกว่าหัวหน้าทีมจะวางผ้าบนตักเขาหรือเธอก่อนค่ะ กรณีนี้ ถ้าบริกรสังเกตุว่าเจ้าภาพยังคงสนุกกับการสนทนาจนลืมจัดการเรื่องของผ้า พวกเขาจะ จัดแจงคลี่ผ้าออกแล้ววางบนตักให้เจ้าภาพเลยค่ะ ซึ่งนั่นถือเป็นสัญญานบ่งบอกว่า การรับประทานอาหารกำลังจะเริ่มขึ้นแล้วค่ะ ในระหว่างรับประทานอาหารนั้น คุณสามารถใช้ผ้าเช็ดปากได้ตลอดเวลา แต่เวลาใช้ อย่าเช็ดแบบถูๆ ให้คุณใช้เฉพาะมุมผ้าเช็ดปากแบบเบาๆเท่านั้น เมืื่อคุณรู้สึกอิ่มแล้ว ให้วางผ้าเช็ดปากบนโต๊ะตรงด้านซ้ายมือหรือขวามือของคุณก็ได้ค่ะ นั่นถือเป็นการบ่งบอกว่าคุณรับประทานอาหารเสร็จแล้ว บริกรจะรีบมาเก็บจานไปทันทีค่ะ (อย่าเผลอวางผ้าเช็ดปากทั้งๆที่ยังไม่อิ่มนะคะ) แต่ถ้าคุณมีอันต้องลุกไปทำธุระระหว่างรับประทานอาหารทั้งๆที่ยังไม่อิ่ม ให้วางผ้าเช็ดปากบนเก้าอี้หรือพนักเก้าอี้ก็ได้ค่ะ รับรอง กลับมานั่งโต๊ะ อาหารยังไม่ถูกยกไปไหนๆแน่นอนค่ะ
การจัดโต๊ะ
อุปกรณ์บนโต๊ะอาหารนั้น จะถูกจัดไว้ตั้งแต่แรก แต่จะมีการสับเปลี่ยนได้ ถ้าคุณสั่งเมนูที่มีความเฉพาะเจาะจง เช่น สั่งอาหารที่มีปลาเป็นหลัก คุณจะเห็นว่า การจัดอุปกรณ์สำหรับทานนั้นจะวางเป็นระเบีียบเรียบร้อย เรียงจากด้านนอกเข้าหาด้านในตัว ด้านนอกสุดจะเป็นจุดเริ่มต้นของอาหารค่ะ ส่วนใหญ่จึงใช้สำหรับ Starter ถ้าคุณทานสลัด คุณจะต้องหยิบส้อมจากทางด้านซ้ายมือสุด และมีดจากทางด้านขวามือสุด แต่ถ้าคุณสั่งซุป ช้อนซุปจะวางอยู่ขวามือสุด นอกเสียจากคุณไม่ได้สั่งstarter บริกรจะเตรียมอุปกรณ์ไว้สำหรับเมนูหลักให้เลยค่ะ ส่วนช้อนและส้อมที่มีขนาดเล็กมากและวางอยู่เหนือช่องสำหรับวางจานอาหาร คือ ช้อนและส้อมสำหรับทานของหวานและชากาแฟค่ะ


การสั่งอาหาร
ส่วนใหญ่การรับประทานอาหารลักษณะนี้ นิยมเลือกแบบ Course menu คือ จัดอาหารเป็นชุด และเรียงเป็นลำดับตามคอร์สต่างๆ ค่ะ เพราะฉะนั้น จึงเริ่มจากสั่งเครื่องดื่มก่อน แล้วจึงสั่ง starter ตามด้วย main course หรือชุดอาหารหลัก และจบลงด้วยของหวานค่ะ
ถ้าจะให้กันความหน้าแตกระหว่างรับประทานอาหาร ต้องพึงระวังการสั่งอาหารไว้ด้วยนะคะ เช่น ถ้าคุณเป็นคนทานน้อย อะไรนิดหน่อยก็เริ่มอิ่ม ควรเลือก starter เป็นพวกสลัดผัก อย่าเริ่มด้วยซุปเชียวนะคะ เพราะซุปจะทำให้อิ่มมาก ส่วน main course นั้น ก็ต้องคอยระวังอาหารเป็นพวกเส้้นๆ เช่น สปาเกตตี เพราะถ้าไม่ถนัดเรื่องม้วนเส้นจริงๆ จะทำให้ทานไปเกร็งไปได้ค่ะ ถ้าคุณเลือก
ทานปลา และอยากดื่มไวน์ประกอบ ก็ควรเลือกทางไวน์ขาวค่ะ เพราะไวน์ขาวจะทำให้ทานปลาอร่อยขึ้น ส่วนถ้าคุณเลือกพวกเนื้อสัตว์ต่างๆ ให้เลือกทานกับไวน์แดงค่ะ

การดิื่มไวน์
ในระหว่างที่รออาหาร บริกรมักเสิรฟเครื่องดื่ม และในกรณีที่สั่งไวน์เป็นขวดมาดื่มนั้น บริกรมักนำไวน์มาให้ทดลองดื่มก่อนที่รินแจกทุกคน โดยจะรินไวน์ในแก้วไวน์สักส่วนหนึ่งเพื่อให้ทดลองชิม ส่วนใหญ่จะนิยมให้เจ้าภาพเป็นผู้ชิม แต่บางทีเจ้าภาพจะแนะนำให้สุภาพสตรีเป็นผู้ชิม และในกรณีนี้นั้น พวกสาวๆ ควรจะเตรียมตัวให้พร้อม อย่าทำท่าทางอายและตอบปฎิเสธ แต่ให้รับแก้วไวน์มาชิมได้เลยค่ะ วิธีชิมก็ง่ายๆ เริ่มจากการแกว่งแก้วไวน์เพียงเล็กน้อยก่อน แกว่งเบาๆพอให้อากาศออกไปจากเนื้อไวน์ จากนั้นค่อยๆยกแก้วไวน์ขึ้นดม พอให้รับรู้กลิ่น แล้วจึงบรรจงดื่มช้าๆ อย่าเพิ่งกลืนไวน์ทันทีแต่ให้อมไว้สักพักเพื่อรับรู้รส จากนั้น จึงค่อยๆ กลืนลงลำคอ ขออย่าตกใจ เมื่อในระหว่างปฎิบัติการสำคัญนี้ ทุกสายตาจะหยุดมองมาที่คุณ เพราะว่าคุณเป็นคนตัดสินรสชาติในเวลานี้ค่ะ ทันทีที่คุณกลืนไวน์ลงลำคอแล้ว สิ่งที่คุณควรตอบสนองต่อบริกร คือ บอกว่าไวน์นั้นดีหรือไม่ และแน่นอนค่ะ ส่วนใหญ่จะตอบว่า “ดี”
เพราะรสชาติไวน์จากแก้วนั้น มักผ่านการคัดเลือกจากเจ้าภาพมาแล้วค่ะ

ฉบับนี้้ถือว่า เป็นอรัมภบทเรื่องราวบนโต๊ะอาหารนะคะ ฉบับหน้า เราจะมาเจาะลึกถึงวิธีการรับประทานอาหารตั้งแต่ Starter จนถึง ของหวานค่ะ
Enjoy your meal ค่ะ Cheers!

Afternoon tea therapy ดื่มชา บำบัดใจ

\
"If you are cold, tea will warm you,
If you are too heated, it will cool you,
If you are depressed, it will cheer you,
If you are exhausted, it will calm you."

“ถ้าคุณหนาว, ชาจะทำให้คุณอุ่น ถ้าคุณรู้สึกร้อนรุ่ม ชาจะทำให้คุณเย็นได้, ถ้าคุณอยู่ในความสลดหดหู่ ชาจะทำให้คุณสดชื่น และถ้าคุณรู้สึกเหนื่อยล้า ชาจะทำให้คุณผ่อนคลาย..” จาก วิลเลี่ยม เกลดสโตน


ในช่วงสามสี่ปีมานี้ ได้ยินคนข้างตัว เพื่อนข้างกาย ร้องหาที่บำบัดจิตบำบัดกายกันวุ่นวายไปหมด เพื่อนหลายคนเลือกเดินทางสายธรรม ไปนั่งปฎิบัติธรรมนั่งวิปัสนา และยืนยันว่าได้ผลดี คือทำให้รู้จักใช้สตินำกาย อันเป็นหัวใจหลักของการดำเนินชีวิต เพื่อนบางคนเลือกออกกำลังกายด้วยโยคะ ที่มีผลเห็นได้ชัดเจนจากรูปร่างที่ได้สัดส่วน ผิวพรรณผ่องใส เนื่องจากได้ฝึกหัดใช้ใจรวมกับกายเป็นหนึ่งเดียวกัน
อาจจะเป็นเพราะว่าปีหลังๆ มานี้ ประเทศไทยเองก็แสนจะวุ่นวาย นอกประเทศก็แสนจะวิกฤต บางทีความเคร่งเครียดอาจจะเข้ามาครอบคลุมถึงในบ้านได้ง่ายกว่าที่คิด
จึงเห็นได้ชัดเจนว่่า กิจกรรมที่จะทำให้หายเครียดหรือบำบัดใจนั้น มีให้เลือกหลากหลายและเริ่มทะยอยโปรโมทด้วยวิธีใหม่ๆ ให้น่าสนใจมากขึ้นด้วย

อันที่จริง การบำบัด สามารถทำได้จากเรื่องง่ายๆ ใกล้ตัว และสามารถทำได้ทุกวัน แต่เราอาจจะคิดไม่ถึงว่าการพูดคุยโทรศัพท์กับเพื่อน การดูหนังฟังเพลง การไปดูหมอดู สิ่งเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องช่วยบำบัดบรรเทาความเครียดทั้งนั้น
และในฉบับนี้่ อยากจะแนะนำถึงการบำบัดใจด้วยวิถีง่ายๆ คือ การดื่มชายามบ่าย ค่ะ

“ชา” มีต้นกำเนิดจากประเทศจีน โดยมีจักรพรรดิเสิน หนุง เป็นผู้ค้นพบเครื่องดื่มชาเป็นคนแรก และเริ่มแพร่หลายในหมู่พระญี่ปุ่นที่เดินทางกลับจากจีน พวกเขาต่างเชื่อกันว่า การผสมผสานกันระหว่างนำ้ร้อน และใบชาที่หอมในจังหวะที่เหมาะสมนั้น ถือเป็นศิลปะชัั้นสูงในการทำให้เกิดสมาธิค่ะ
“ชา” ยังข้ามไปยังอินเดีย และ ก็มาถึงยุโรป เริ่มที่โปรตุเกศ และ ฮอลแลนด์ และหลังจากนั้น ก็แพร่หลายทั่วไปในยุโรป คนตะวันตกนิยมดื่มชากันจนถึงกับเป็นธรรมเนียมนิยม ว่ากันว่า ชาไม่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะ คนทุกชนชั้นจะต้องรู้จักการดื่มชาเท่าเทียมกันค่ะ

แต่สำหรับประเพณีการดื่มชาตอนบ่ายๆ เห็นจะเริ่มจากประเทศอังกฤษ ในสมัยของควีนวิกทอเลียเป็นแห่งแรกค่ะ
เรื่องการดื่มชายามบ่ายนั้น มีที่มาจากดัสเชส แอนนา แห่งเบดฟอร์ดค่ะ ต้องเล่าว่า สมัยก่อนในยุคของควีนวิกทอเลียนั้น ชาวอังกฤษนิยมสูตรการทานข้าวอย่างนี้ค่ะ มื้อเช้า- ทานหนัก มื้อเที่ยง- ทานน้อย มื่อค่ำ- ทานหนัก
เป็นสูตรยอดนิยมใช้กันทุกชนชั้นวรรณะ และที่แปลกคือ มื้อค่ำจะเริ่มทานกันตั้งแต่ สองหรือสามทุ่มขึ้นไปค่ะ ที่นี้ลองนึกตามดูนะคะ ว่ามื้อเที่ยงทานน้อย และกว่าจะทานมื้อค่ำ ก็ตั้งสองสามทุ่ม ทำให้มีเวลาห่างกันตั้ง 8- 9 ชั่วโมง และเพราะเหตุผลนี้เองละค่ะ ทำให้เกิดประเพณีดื่มชาตอนบ่ายขึ้นมา เริ่มจากที่ดัสเชสแอนนา ทรงเกิดอาการหิวบ่อยๆ ในเวลาตอนบ่ายๆ ดัสเชสจึงแก้ด้วยวิธีเรียกให้เสริฟชาในเวลาบ่ายสามโมง และนิยมเสวยชากับแซนวิช ขนมเค้ก สคอน ขนมปังปิ้งกับเนยและแยม เมื่อเสวยแล้วก็รู้สึกทรงอิ่มท้องและสบายพระวรกายขึ้น จากนั้นดัสเชสก็ทรงเชิญพระญาติหรือพระสหาย มาร่วมวงดื่มชาและอาหารว่างด้วยกันในเวลาบ่ายสามโมงเป็นประจำจนกลายเป็นแฟชั่นแพร่หลายไปสู่สังคมต่างๆ อย่างรวดเร็ว

สำหรับสาวๆในยุคนั้น การพบปะยามบ่ายเพื่อดื่มชาถือเป็นโอกาสที่จะพูดคุยและแลกเปลี่ยนความรู้ต่อกัน การดื่มชายามบ่าย จึงเป็นเสมือนสังคมเล็กๆ ที่เหล่าสาวๆ จะได้เปิดหูเปิดตารับข้อมูลใหม่ๆ ส่วนหนุ่มๆ มักไปรวมตัวกันที่ coffee house ถึงขนาดมีคำกล่าวว่า “หนึ่งเพนนี แลกได้กับจักรวาล” พูดง่ายๆ คือ คุณจ่ายเงินแค่หนึ่งเพนนีสำหรับชาหรือกาแฟหนึ่งแก้ว แต่สามารถนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ ได้พบเจอพูดคุยเรื่องมีสาระกับคนเก่งๆ หรือ คุยเรื่องธุรกิจก็ยังได้ หลายคนในหน้าประวัติศาสตร์ เช่น ศิลปิน นักปรัชญา และ นักการเมืองก็ได้บันทึกมาแล้วว่า พวกเขาได้ความคิดอันเฉียบคม มาจากบทสนทนาใน คอฟฟี่ เฮ้าท์ ค่ะ

ที่นี้มาพูดถึงเรื่องลักษณะของการดื่มชากันบ้าง คุณๆ อาจจะเคยอ่านหรือเห็นคำว่า Low Tea กับ High Tea ใช่ไหมคะ? บางที อาจจะคิดว่า อ้อ ไฮร์ ที น่าจะเป็นการดื่มชาชั้นสูงหรืออะไรที่มันเริิ่ดๆ แต่ขอบอกว่า ไม่ใช่เลยค่ะ ชายามบ่ายที่เริ่มเสริฟ ในเวลาบ่าย 3 โมง ถึง 5 โมง เย็น พร้อมกับแซนวิช และ เค้ก นั้น เราเรียกว่า Low Tea หรือก็คือ Afternoon tea ค่ะ และ ยังมีอีกลักษณะหนึ่งที่คล้ายๆ กันกับ low tea เรียกกันว่า Cream Tea ค่ะ แหม ชื่อฟังดูน่าทานใช่ไหมคะ? Cream Tea จะมีการเสริฟคล้าย Low Tea หมดทุกอย่าง ยกเว้นแต่นิยมเสริฟชากับสคอนอย่างเดียวไม่มีเค้กหรือแซนวิช และจะเสริฟสคอนกับครีมพิเศษที่เรียกว่า Clotted Cream คือ ครีมที่มีรสชาติหวานมันนุ่มลิ้นอุดมไปด้วยพลังงาน ส่วน High Tea นั้น ความจริงแล้ว เป็นมื้อชาสำหรับชนชั้นทำงานค่ะ เพราะว่ากว่าจะได้ทานข้าวเย็นก็แทบจะเรียกว่าค่ำแล้ว และตลอดทั้งวันก็ทำงานหนัก เลยดื่มชาพร้อมกับอาหารเย็นซะเลย ส่วนใหญ่จะทานกับอาหารหนักๆ เช่น ไก่อบ หมูอบ กับ มันฝรั่งบด เพราะฉะนั้น ถ้าคุณๆ ไปดื่มชาที่ร้านไหนแล้วเห็นคำว่า High Tea ก็ให้เข้าใจตรงกันว่า เสริฟชาพร้อมอาหารหนักนะคะ เรื่องตรงนี้ ดิฉันเคยหน้าแตกหนหนึ่งสมัยเรียนที่ลอนดอนใหม่ๆ เคยเดินเริ่ดเชิ่ดหยิ่งตั้งใจจะไปดื่มชา ในร้านชาชื่อดังที่ชื่อว่า “ Fortnum and Mason” ดิฉันไปราวๆ สิบเอ็ดโมงครึ่ง ถามหาชามาดื่ม เขาก็ตอบว่า “ยังไม่ถึงเวลาเสริฟชา ต้องเริ่มตั้งแต่บ่ายสองโมงขึ้นไป ตอนนี้มีแต่อาหารขาย” เป็นอันว่าดิฉันต้องถอยทับกลับบ้านไปก่อน จากนั้นหนึ่งอาทิตย์ถัดไป ดิฉันกลับไปอีก ถึงที่ร้านเดิมราวๆ บ่ายสามโมง หิวก็หิว เลยตั้งใจจะสั่งพาสต้าครีมเห็ดมาทานกับชา ปรากฏเขาตอบกลับมาว่า
“ มาดาม เราไม่เสริฟอาหารหนักในเวลานี้ ถ้ามาดามอยากดื่มชากับอาหารหนัก ต้องกลับมาตอนหกโมง ถึงจะได้ทาน”
สุดท้าย ดิฉันต้องทานสลัดกุ้งกับนำ้ชาแทนในมื้อนั้น แต่ก็นับว่าอิ่มไปได้ถึงมื้อเย็น
เอาละค่ะ เป็นอันว่าพอจะเห็นภาพของ Afternoon tea แล้วนะคะ
มาต่อกันที่พิธีรีตองอันเป็นธรรมเนียมล็กๆ น้อยๆ ของการดื่มชาค่ะ เช่น
- เมื่อปรุงชาในแก้วชาเสร็จแล้วให้คนตามเข็มนาฬิกาสองรอบ แล้วจึงวางช้อนไว้ข้างแก้วชา
- ถ้าจะดื่มชากับมะนาวที่ฝานเป็นชิ้นเล็กๆ ให้รินชาลงในแก้วก่อนจะใส่มะนาวฝาน และ ไม่ควรเติมนมลงในชาที่ใส่มะนาวฝาน เพราะกรดในมะนาว จะทำปฎิกิริยากับโปรตีนในนมค่ะ
- ถ้านั่งโต๊ะและดื่มชา เวลายกชาดื่ม อย่ายกพร้อมที่รองนะคะ ให้ยกแต่ตัวแก้วดื่มเฉยๆ แต่ถ้าดื่มชาแบบเก้าอี้ดนตรี ให้ยกที่รองแก้วขณะดื่มชาได้ค่ะ โดยให้แก้วชาอยู่ในมือขวา และ ที่รองแก้วอยู่มือซ้ายค่ะ

การได้ดื่มชาในยามบ่ายนั้น เหมือนเป็นช่วงเวลาพักที่เราทุกคนต้องการในช่วงหนึ่งของวัน สำหรับดิฉันการได้พูดคุยสนทนากับเพื่อนฝูง ก็ถือว่าเป็นการบำบัดใจคลายเคลียดไปได้หนึ่งอย่างแล้ว ยิ่งถ้าได้ดื่มน้ำชาหอมๆ พร้อมกับขนม หรือ อาหารว่าง ก็ยิ่งทำให้มีพลังความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นได้อีกค่ะ เพราะชานอกจากจะดื่มเพื่อให้เกิดความสุขต่อจิตใจแล้ว ยังเพิ่มพลังในกายคุณด้วยคุณค่าของสมุนไพรในตัวชาด้วยค่ะ
ถ้าชีวิตสามารถหาความสุขได้โดยง่าย แค่ได้พบได้พูดคุยกับคนที่รักที่สนิทสนม ได้ดื่มน้ำชารสดี ในยามบ่ายที่ร่างกายเริ่มอ่อนล้าและต้องการพลังงาน ดิฉันก็พอใจกับความสุขเล็กๆนี้แล้วค่ะ
และสำหรับคำพูดที่ว่า
“ หนึ่งเพนนี แลกได้กับจักรวาล” คงหมายถึง แลกได้กับโลกแห่งความสุข ที่เกิดขึ้นแค่ช่วงหนึ่งของวัน ความสุขที่เกิดขึ้นได้ง่าย แค่จ่ายหนึ่งเพนนีค่ะ.


Tip วิธีชงชาที่ถูกต้องและอร่อยได้ใจแบบสไตล์อังกฤษ
1. ให้ใช้น้ำร้อนที่ใหม่จริงๆ ห้ามใช้น้ำที่เคยเดือดไปแล้วนำมาต้มอีก
2. เติมน้ำร้อนที่เดือดใหม่ๆ ใส่ลงในกาน้ำชา
3. ให้เลือกใบชาที่ชอบ อาจจะผสมกันกันได้ เช่น ใบชาจีน กับ ดอกกุหลาบแห้ง และตักใบชาที่ผสมแล้วประมาณ 1 ช้อนชาใส่ลงในกาน้ำชาร้อนๆ
4. รอให้ใบชากับน้ำร้อนผสมผสานกันในกาน้ำชา ตั้งเวลาไว้ที่ 5 นาที
5. ระหว่างนั้น ให้ใส่นมสดลงในถ้วยน้ำชา ประมาณครึ่งหรือหนึ่งช้อนชา (อย่าใช้นมพร่องมันเนย)
6. ถ้าชอบหวานให้เติมน้ำตาลลงในแก้วชาได้ แต่ไม่ควรเกิน 1 ช้อนชา
7. ค่อยๆ เทชาจากกาน้ำชาลงในถ้วยน้ำชาขณะเทให้ปากของกาน้ำชาห่างจากแก้วน้ำชาสัก 1 ซม.
8. ค่อยๆ คนชาตามเข็มนาฬิกาสองครั้ง และวางช้อนคน ไว้ข้างๆ แก้ว

ค็อกเทล-- สีสันของวันแสนร้อน


อากาศร้อน เราอาจจะบรรเทาร้อนได้ด้วยการเปิดพัดลม นั่งอยู่ในห้องแอร์ หรือ อยู่ในที่อากาศเย็นสบายถ่ายเทสะดวกหรือใกล้น้ำ แต่ถ้าอากาศร้อนและอบอ้าว เผาความสบายไปถึงข้างในกาย เราคงต้องใช้ “ ความเย็น” เข้าช่วยละลายความร้อนในกายให้คลายลงได้

ยิ่งเป็น “ ความเย็น”ที่มีทั้งความหอม, ความหวานอมเปรี้ยวละเมียดละไม ผสมผสานกันจนเป็นสีสวยใสคล้ายลูกกวาด คุณจะห้ามความรู้สึกเย็นทั้งกายทั้งใจกับรสชาติที่ชวนหลงใหลได้อย่างไรคะ

ใช่ค่ะ ดิฉันหมายถึง ค็อกเทล เครื่องดื่มรสชาติหลากหลายหลากสไตล์ขวัญใจสาวๆค่ะ สำหรับคุณๆ ที่ช่วงนี้อาจจะรับนัดไปปาร์ตี้บ่อยหน่อยเนื่องจากมีงานเปิดตัวสินค้ามากมายในฤดูร้อนนี้ คงจะมีโอกาสดื่มค็อกเทลมากกว่าช่วงปรกติ ฉบับนี้ดิฉันจึงมีเรื่องเล่าและสไตล์ของค็อกเทลยอดฮิตมาฝากค่ะ

ก่อนอื่นมารู้จักค็อกเทลกันก่อนดีกว่าค่ะ

ค็อกเทลเป็นเครื่องดื่มที่ผสมผสานระหว่างความหวานของน้ำเชื่อม ความเปรี้ยวของน้ำผลไม้ ความเย็นของเกล็ดน้ำแข็ง และ รสชาติเนียนขมของแอลกอฮอล์ ผสมกันลงตัวได้อย่างแปลกประหลาดด้วยมนต์เสกของบาเทนเดอร์
สำหรับคนที่ชอบดูหนังและเกิดทันยุค 80 คงจำกันได้กับหนังสัญชาติอเมริกันเรื่อง “ ค็อกเทล” ที่นำแสดงโดยทอม ครุยซ์ หนุ่มบาเทนเดอร์ที่แสวงหาความสำเร็จจากการผสมค็อกเทลในรูปแบบสมัยใหม่
หนังเรืื่องนี้สร้างชื่อเสียงชนิดกู่ไม่กลับให้กับพระเอกเจ้าบทบาทคนนี้ พร้อมๆ กับเพลงโคโคโม่ ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ ของท้องฟ้าสีฟ้าคราม เสียงคลื่นทะเล ความสนุกสนานและไอร้อนของจาไมก้า นอกจากนั้นแล้ว หนังเรื่องนี้ยังทำให้สาวๆ หันมาดื่มค็อกเทลจนกลายเป็นแฟชั่นสุดฮิตอยู่พักหนึ่งด้วยค่ะ

แม้จะเน้นว่าค็อกเทลเป็นเครื่องดื่มสำหรับช่วงอากาศร้อน แต่คุณก็สามารถดื่มได้ในช่วงฤดูอื่นนะคะ โดยเฉพาะในเมืองไทยของเรา ที่อากาศไม่เคยขาดหายความร้อนสักเท่าไหร่ เพียงแต่ว่าประเทศตะวันตกจะนิยมดื่มค็อกเทลกันช่วงฤดูร้อนมากกว่า เพราะว่าถ้าอากาศหนาวๆ ฝรั่งนิยมดื่มแอลกอฮอล์ที่ทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น เช่น ไวน์ หรือ วิสกี้ แต่สำหรับค็อกเทล ซึ่งมีแอลกอฮอล์อยู่แค่ 50% หรือ 60 % ของส่วนผสมทั้งหมด มักจะถูกจัดให้เป็นเครื่องดื่มเบาๆ เพิ่มอารมณ์แห่งความสนุกสนานเท่านั้น หรือ บางทีค็อกเทลก็เป็นเครื่องดื่มที่นิยมดื่มสำหรับเรียกน้ำย่อย เป็นเครื่องดื่มก่อนรับประทานอาหาร ว่ากันว่า จะทำให้อาหารอร่อยขึ้น ซึ่งอันนี้ ไม่รับประกันว่าจริงแท้แค่ไหน คงต้องแล้วแต่รสนิยม แต่ที่แน่ๆ ค็อกเทลไม่ควรดื่มระหว่างอาหาร เพราะรสชาติหวานๆของค็อกเทล จะทำให้ลิ้นของเราไม่สารารถรับรู้รสชาติของอาหารได้เต็มร้อยค่ะ

“แล้วค็อกเทลนี่ ตกลงคือเหล้าหรือเปล่า?” คุณๆ บางคนอาจจะยังมีคำถามอยู่ในใจ
จริงๆ ก็ถือว่าเป็นนะคะ เพราะค็อกเทลคือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของเหล้าเป็นหลัก และเหล้าที่นิยมนำมาผสมกับค็อกเทลก็จะมีทั้งวอดก้า, รัม,ยิน,เตอกีร่า,วิสกี้, บรั่นดี บางค็อกเทลอาจจะใช้ลิเคียวผสมด้้วย เช่น ไบเล่ ไอริชครีม, มาลิบู, มาตินี
รายชื่อค็อกเทลรสชาติเยี่ยมนั้นยาวเหยียด แต่ละชนิดล้วนแล้วแต่มีเรื ่องเล่าที่มาแตกต่างกัน ค็อกเทลแต่ละแก้ว ยังมีเอกลักษณ์บ่งบอกลักษณะนิสัยของผู้ดื่ม แถมบางทียังทำหน้าที่ส่งข้อความสื่อสารให้กับคนพิเศษอีกด้วย
เรามาดูว่ากันดีกว่าค่ะ ว่าค็อกเทลอะไรที่เป็นค็อกเทลยอดนิยมบ้าง
จากประวัติที่ค้นพบกันได้ เล่าว่าต้นกำเนิดของค็อกเทลอย่างเป็นทางการอยู่ที่แคลิฟอเนียประเทศอเมริกา โดยสูตรแรกที่ผสมออกมาคือ มาตินี ซึ่งเป็นค็อกเทลที่ค่อนข้างมีรสชาติเข้มข้น
ถือว่าเป็นค็อกเทลสูตรเก่าแก่สูตรหนึ่งของโลกค่ะ
มาตินีิ (Martini)
ถ้าสตรีคนใดสั่งมาตินีดื่มนี่ รับรองว่าเรียกเสียงฮือฮาของหนุ่มๆ ได้อย่างแน่นอน เพราะมาตินีเป็นค็อกเทลที่เน้นส่วนผสมของเหล้าเป็นหลัก จึงค่อนข้างแรงมากสำหรับผู้หญิง มาตินีจะนิยมเสริฟในแก้วมาตินีและประดับด้วยมะกอกดองเสียบไม้ แถมยังมีหลายชนิดเช่น ดาย มาตินี ( ยินเป็นหลัก) รัม มาตินี( รัมเป็นเหลัก) หรือ เลมอนเชลโล มาตินี ( วอดก้าเป็นหลัก)
มาตินีเป็นตัวแทนของความหนักแน่น ลุ่มลึก จริงจัง และค่อนข้างจะเด็ดขาด
คนมีชื่อเสียงที่ชอบมาตินีจึงเป็นบุคคลทีี่มีบุคลิกเข้มแข็ง เช่น อดีตนายกรัฐมนตรีประเทศอังกฤษ เชอร์ชิล วินสตัน, เจมส์ บอนด์, หรือสตรีเหล็กอย่าง วินฟรีย์ โอปร่าห์, หรือนักดนตรีอย่างแฟรงค์ ซิเนต้า
ส่วนมาดอนน่าสาวสองพันปี เลือกที่จะชอบดื่ม Pomegranate Martini หรือมาตินีทับทิม ค็อกเทลสีแดงสดใส ซึ่งมีทั้งส่วนผสมของความเข้มแข็งและอ่อนไหว ดูเซ็กซี่เย้ายวนทว่าเข้มแข็ง มีรสฝาดและขมปร่าผสมผสานกันอย่างลงตัว
มาการิต้า (Margarita)
มาการิต้าจะมีจุดเด่นอยู่ตรงรสของน้ำมะนาวผสมตัดกับรสเหล้าเตกิล่า ส่วนใหญ่นิยมตกแต่งรอบขอบแก้วด้วยเกลือ ทำให้ค็อกเทลมีรสชาติออกเปรี้ยวๆ หวานๆ และเค็มที่ปลายลิ้น ดังนั้น สาวๆ ที่สั่งมาการิต้าดื่มจึงถูกคาดหวังว่า จะเป็นสาวเปรี้ยว ชอบชีวิตอิสระ ชอบผจญภัยและความตื่นเต้น มีความกล้าไม่กลัวกับการใช้ชีวิต แต่ก็มีอารมณ์ที่โรแมนติกละเมียดละไม
ชายหนุ่มที่ชอบมาการิต้าเห็นจะเป็นใครไม่ได้นอกจาก เฮอร์เมส แฮมมิงเวย์
โมฮิโต (้Mojito)
ค็อกเทลสัญชาติคิวบา มีส่วนผสมของรัมเป็นหลัก โมฮิโต้จะเน้นรสชาติเปรี้ยวๆ ของน้ำมะนาวผสมผสานกับรสหวานของน้ำเชื่อม และตบท้ายด้วยใบสาราแหน่ที่ถูกสับให้ละเอียดผสมกับน้ำแข็ง รสชาติจะออกมาในลักษณะกลมกล่อมแต่จัดจ้านและเข้มข้นใช้ได้ ดื่มมากๆ ก็อาจจะเมาได้ง่ายเหมือนกัน เครื่องดื่มชนิดนี้บ่งบอกบุคลิกของสาวร่าเริงปราดเปรียว มั่นอกมั่นใจในตัวเองแต่ก็แอบอ่อนไหวอยู่ในที ค็อกเทลชนิดนี้ สาวๆ ชอบกันหลายคน เพราะรสชาติอร่อย และส่วนใหญ่จะนิยมดื่มโมฮิโต้ในวันที่เหนื่อยล้าเพราะจะทำให้กระปรี่กระเป่าได้ทันทีด้วยสัดส่วนของส่วนผสมที่ให้คุณด้านพลังงาน

คอสโมโพลิแทนท์ (Cosmopolitan)

ค็อกเทลที่ใช้วอดก้าเป็นหลัก ผสมกับน้ำมะนาว น้ำแคนเบอรี่ และส้ม สีจะออกมาแดงเรื่อยๆ หรือชมพูอ่อนๆ มีรสชาติออกเปรี้ยว เหมาะกับคนที่ชอบรสเข้มข้นของความเปรี้ยวในผลไม้ คอสโมโพลิแทนท์ เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของสาวๆ มากที่สุดในยุคนี้เหมือนกัน สาวๆ ที่ชอบคอสโมโพลิแทนท์ จึงเป็นตัวแทนของคนทันสมัยมีชีวิตชีวา สนุกสนานตลอดกาล รักและชอบฟังจังหวะของดนตรี ชอบความเคลื่อนไหวของผู้คน ชอบชีวิตในเมืองที่ทั้งวุ่นวายและมีสเน่ห์ และเป็นสาวแสนซนที่แอบเซ็กซี่เล็กๆ

ไหมไทย หรือ ไมไท (Mai Tai)
เครื่องดื่มสัญชาติไตฮิติ ที่แปลว่า “ยอดเยี่ยม หลุดโลกไปเลย” อะไรทำนองนั้น
เป็นค็อกเทลยอดฮิตชนิดหนึ่งของสาวไทย เพราะมีรสออกหวาน และสุดจะกลมกล่อม ทำให้สาวๆ ดื่มเอาๆ แต่ผลปรากฎว่าเมากระจาย เพราะอันที่จริงแล้วไหมไทยมีส่วนผสมของเหล้ารัมค่อนข้างมาก ต้องค่อยๆ ดื่มอย่างละเมียดจึงจะทำให้ได้รสอร่อยอย่างแท้จริง ไหมไทยเปรียบเสมือนสาวโรแมนติกที่ปรับตัวแสนเก่ง มีความอ่อนหวานน่ารัก จะไปไหนไปกันไม่เรื่องมาก แบบสาวลุยๆ ว่างั้นเถอะ

ลอง ไอแลนด์ ไอซ์ที (Long Island Ice Tea)
เห็นชื่อใสๆ แบบนี้ แต่เป็นค็อกเทลสำหรับคนคอแข็งโดยเฉพาะค่ะ ลองไอแลนด์ ไอซ์ที สูตรดั้งเดิมจะผสมโค้ก แต่ที่เด็ดสุดคือ มีส่วนผสมของเหล้าหลายชนิดด้วยกัน คือ ทั้งจิน, วอดก้า, เตกีล่า , รัม และ เหล้าหวาน จากนั้นถึงค่อยผสมกับน้ำชาหรือโค้ก คิดดูสิคะ ว่าเข้มขนาดไหน ลอง ไอแลนด์ ไอซ์ที เป็นตัวแทนของสาวๆ ที่รักสีสันยามค่ำคืน รักชีวิตสนุกสนานแบบไร้ขีดจำกัด และเต็มร้อยกับความสัมพันธ์ทุกรูปแบบ และแม้ออกจะเป็นคนพูดจาขวานผ่าซาก แต่ก็มีความอดทนเหมือนกันนะ

ยกตัวอย่างพอหอมปากหอมคอเท่านี้ก่อนนะคะ อันที่จริงค็อกเทลยังมีอีกมากมายหลายรสหลายสไตล์ แต่ละชนิดล้วนแล้วแต่น่าลิ้มลองทั้งนั้น เช่น เพื่อนสาวจากชิคาโกของดิฉัน เป็นคนคล่องแคล่วปราดเปรียว เธอชอบดื่ม Fuzzy Naval เพราะชอบรสเปรี้ยวปนหวานปนกลิ่นหอมๆของพีช ส่วนค็อกเทลที่กำลังฮิตสุดของชาวลอนดอนเนอร์ตอนนี้ชื่อว่า Pineapple passion ที่ทำให้คุณหลงใหลไปกับรสชาติหอมหวานของน้ำสับปะรด วอดก้า น้ำแคนเบอรี่ และเหล้าผลไม้ ส่วนประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา บารัก โอบามา ชอบดื่ม Americano ค่ะ

สำหรับคุณๆ ที่ไม่ชอบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แต่ก็อยากดับร้อนกับเขาบ้าง อย่าเพิ่งเสียใจไปค่ะ เพราะค็อกเทลบางชนิดสามารถดื่มได้ โดยไม่ใส่แอลกอฮอล์ เพียงแต่ต้องบอกบาเทนเดอร์เท่านั้นเองค่ะ รับรองว่าอร่อยไม่น้อยหน้าค็อกเทลสูตรต้นตำรับค่ะ

การผสมเครื่องดื่มที่มาจากส่วนผสมของทั้งขมทั้งหวานทั้งเย็นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงนั้น ต้องใช้ชั้นเชิงและจังหวะการผสมชั้นครู ดังนั้นถ้าคุณๆ สนใจที่จะยืนอยู่ในจุดของบาเทนเดอร์ ยอดนักมายากลของเครื่องดื่ม ก็สามารถเรียนเพิ่มเติมได้จากโรงเรียนที่สอนการผสมค็อกเทลหรือเครื่องดื่มที่เปิดอยู่มากมายในขณะนี้ อย่าลืมนึกถึงทอม ครุยซ์เข้าไว้นะคะ…คนเราถ้าคิดจะเอาดี ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว เมื่อตั้งใจเรียนรู้อย่างจริงจัง ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ค่ะ
ขอให้มีความสุขกับสีสันในวันแสนร้อนค่ะ

Tips
1. เวลาที่สั่งค็อกเทลเป็นช็อตมาดื่ม ให้ดื่มรวดเดียวหมด อย่าหยุด เพราะจะทำให้สะอึกได้
2. อย่าเติมน้ำแข็งลงในค็อกเทลที่ไม่ได้ผสมน้ำแข็งมาแต่แรก เพราะจะทำให้รสชาติเปลี่ยนได้
3. ถ้าสั่งค็อกเทลแบบสายรุ้งที่มาเป็นชั้นๆ อย่าคนให้สีปะปนกัน เพราะแต่ละชั้นมีรสชาติที่แตกต่างกันถ้าคนแล้วจะทำให้เสียรสชาติทันที

“ค็อกเทล “ ปาร์ตี้ฤดูร้อน


อากาศร้อนแล้วจ้า…
ทุกครั้งที่ดิฉันเห็นดอกไม้สีเหลืองสีส้มบานเจิดจ้าท้าลมร้อน ก็อดจะคิดไม่ได้ว่า พวกดอกไม้สีๆ คงจะดีใจเหลือเกินที่ได้บานกับเขาเสียที ถึงได้แข่งกันบานไม่รู้เหนื่อยแบบนี้ และไม่ใช่แค่ดอกไม้นะคะ ที่แสดงออกถึงความสดใส ผู้คนรอบกายต่างก็หันมาแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีสดๆ เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศกันทั้งนั้น
ร้อนๆ แบบนี้ แม้แต่สาวๆ ออฟฟิศ ที่ต้องนั่งทำงานตากแอร์อยู่ทั้งวัน ก็คงอดใจไม่ได้ คงอยากจะใส่เสื้อสีสันแสบทรวงหรือเสื้อสายเดี่ยวแขนกุดกับเขาเหมือนกัน ก็เพราะอากาศเป็นใจนี่ค่ะ ใครจะอดใจไหว
ช่วงฤดูร้อนแบบนี้ มีกิจกรรมมากมายให้คุณๆ เลือกเฟ้นหาวิธีคลายร้อน ไม่ว่า จะแพคเกจเที่ยวทะเล เที่ยวน้ำตก หรือแม้กระทั่งเที่ยวต่างประเทศ
ส่วนกิจกรรมหน้ารอ้นที่นิยมกันอย่างมากไม่ว่าวัฒนธรรมตะวันออกหรือตะวันตกอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ การจัดสังสรรงานเลี้ยงหรือปาร์ตี้
เพราะเป็นช่วงแห่งสีสัน ผู้คนจิตใจเบิกบานด้วยสีสันสดใสของแสงแดด แถมเป็นช่วงที่พระอาทิตย์ตกช้า ทำให้เวลากลางวันยาวกว่าฤดูทั่วไป
และแทบจะเรียกว่าเป็นธรรมเนียมนิยมของชาวตะวันตกเลยทีเดียว ที่เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน จะเริ่มมีการจัดกิจกรรรม เปิดตัวสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ใหม่
ดังนั้น คุณๆ หลายคนอาจจะได้รับบัตรเชิญจากหลายๆ บริษัทหรือองค์กร ให้เข้าร่วมปาร์ตี้กันทั้งในบรรยากาศ in door และ out dppr
ส่วนใหญ่นิยมการจัดงานภายใต้ลักษณะงานเลี้ยงแขกที่เรียกว่า “ค็อกเทล ปาร์ตี้”
เอ…แล้วค็อกเทลปาร์ตี้ นี่มันต่างจากปาร์ตี้ธรรมดาๆ อย่างไร…เขาเสริฟอะไรกันบ้าง เราต้องแต่งตัวอย่างไรจึงจะเหมาะสม….ดิฉันจะขอแนะนำลักษณะของ
งานเลี้ยง “ ค็อกเทล” ตลอดจนการแต่งกาย แต่งหน้าทำผม และมารยาทในการวางตัวใน งานเลี้ยง เ พื่อให้คุณๆ สวย เลิศครบสมบูรณ์แบบสาว chic ทันสมัยค่ะ

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ปัจจุบันนี้ ในประเทศไทยเรานิยมใช้คำว่า “ ค็อกเทลปาร์ตี้” ค่อนข้างมาก โดยจะเข้าใจกันโดยทันทีว่า เป็นการจัดปาร์ตี้อย่างง่ายๆ ส่วนใหญ่อาหาร เและเครื่องดื่ม จะเป็นแแบบเก๋ๆ มากกว่าจะเน้นเนื้อหนัง ของอาหาร แต่ก่อนที่จะเข้าใจกันผิดไปใหญ่ ว่า งาน “ ค็อกเทล “ ก็ คือ “ค็อกเทลปาร์ตี้” ดิฉันขออธิบายลักษณะต่างๆ ของงานค็อกเทล ก่อนนะคะ ขอย้ำว่า เวลาคุณถูกเชิญไปงาน ค็อกเทล ขอให้อ่านโจทย์ให้ดีว่าเป็นค็อกเทลอะไร เพราะลักษณะและสไตล์ของงานจะแตกต่างกัน และลักษณะการแต่งกายก็ไม่เหมือนกันโดยสิ้นเชิงค่ะ



1. ค็อกเทลปาร์ตี้
งานสไตล์ค็อกเทลปาร์ตรี้ ส่วนใหญ่แขกจะรู้กันทันที เป็นงานที่เน้นการเคลื่อนไหวค่อนข้างสูง คือ การจัดงานมักจะเน้นให้แขกยืน หรือนั่งแบบเก้าอี้ดนตรี อาหารที่จะเสริฟ มักจะเ ป็นอาหารว่าง เสริฟกับเครื่องดื่มค็อกเทลง่ายๆ เช่น พั้นซ์ ส่วนการแต่งตัว สามารถแต่งแบบไปทำงานหรือแบบธุรกิจ จนกระทั่ง แต่งแบบธรรมดา ไม่เน้นความหรูหรา แต่เน้นความสุภาพ น่ารัก มากกว่า เสื้อผ้าหน้าผมของการแต่งตัวไปค็อกเทลปาร์ตี้จึงไม่จำเป็นต้องโดดเด่นมากนัก ให้สะอาด สุภาพก็เพียงพอ ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับตัวงานด้วย ถ้าตัวงานเป็นการเปิดตัว งานแฟชั่น คุณก็ควรแต่งตัวเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย หรือแต่่งให้เข้ากับบรรยากากาศของาน นั่นเอง
2. ค็อกเทล บุฟเฟ่
ส่วนใหญ่ค็อกเทล บุฟเฟ่ จะจัดแบบมีโต๊ะเก้าอี้ ให้ เป็นมุมเล็กๆ และเป็นงานปาร์ตี้เล็กๆ หลังจากทานอาหารค่ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว เครื่องดื่มค็อกเทลจึงเป็นหัวใจหลักของค็อกเทลบุฟเฟ่ คุณสามารถสั่ง absolute cosmopolitan ( แบบสาวๆ ในซิทคอมเรื่อง sex and the city ) หรือ มาการิต้า หรือ ไหมไทย ได้ทั้งนั้น การแต่งกายควรจะต่อเนื่องมาจากอาหารมื้อค่ำ ซึ่งควรจะสวยได้ใจด้วยชุดซาตินเนื้อดี หรือ สวมใส่ชุดซีฟองเซ็กซี่พอดีตัวสีดำ ผมเผ้าก็ควรจะไดร์ หรือ จับช่อสวยๆ เพราะช่วงดื่มค็อกเทลหลังทานข้าว เป็นโอกาสทองที่คุณจะได้พูดคุยกับผู้ร่วมงานได้เต็มที่ แต่อย่าลืมว่า เวลาสำหรับค็อกเทล บุฟเฟ่ จะไม่เกิน 2 ชั่วโมงเท่านั้นค่ะ
3 ค็อกเทล รีเซฟชั่น
ค็อกเทลรีเซฟชั่น คือ การใช้งานค็อกเทลเเป็นประตูเสู่งานหลัก ดังนั้นถ้าคุณได้รับบัตรเชิญว่า ค็อกเทลรีเซฟชั่น ก็ไม่ต้องเขินอายถ้าไปถึงงานแล้วคุณสามารถดื่มกินได้เลย โดยไม่ต้องรอใครเปิดพิธ ี อาหารที่เสริฟจะเน้นอาหารที่หนักท้องกว่าค็อกเทลแบบอื่นๆ และมักจะเสริฟแชมเปญตลอดทั้งงาน ส่วนใหญ่ค็อกเทลรีเซฟชั่น จะเน้นในการเปิดตัวโปรเจกใหญ่ๆ เช่น เปิดตัวหนัง หรือ เปิดงานแสดงศิลปะ แขกส่วนใหญ่ที่มาในงานจึงมักเป็นคนที่มีชื่อเสียง หรือ บุคคลในสังคม ดังนั้นการแต่งตัวควรเน้นความโก้ ,หรูหรา หรือภูมิฐาน สาวๆ สังคมส่วนใหญ่เลือกสีดำ เป็นสีที่ทำให้ดูสุขุมน่านับถือ ส่วนสุภาพบุรุษจะนิยมใส่สูทหรือทักซิโด้

เอาละค่ะ เราพอรู้รูปแแบบงานค็อกเทลกันบ้างแล้ว ทีนี้มาดูเรื่องของมารยาทกันบ้างค่ะ
DO ! คือ สิ่งที่ควรทำ
- ถ้าในงานค็อกเทลมีการเสริฟไวน์ ไม่ว่าไวน์ขาวหรือไวน์แดง ให้ถือที่ก้านของแก้วไวน์เสมอ แต่ถ้าดื่มไวน์บนโต๊ะ สามารถจับที่ตัวแก้วดื่มได้
- ถ้าคุณมีแขกต่างชาติในงาน ให้เตรียมถือเครื่องดื่มหรือจานอาหารไว้ในมือซ้าย เสมอ เพราะมือขวาคุณต้องใช้สำหรับทักทายผู้คนทั่วไป
- ถ้าพนักงานต้อนรับยื่นถาดมาให้คุณเลือกอาหาร ให้ใช้กระดาษหรือส้อมหยิบอาหารใส่จานของคุณเอง หรือ จะหยิบเข้าปากทานเลยก็ได้
- ถ้ามีไข่ปลาคลาเวียร์เสริฟบนช้อน ให้คุณหยิบช้อนออกจากถาด และตักวางไว้บนจานของคุณ ห้ามใช้ส้อมของคุณตักไข่ปลาคลาเวียร์ออกจากถาดเด็ดขาด
- ถ้ามีการเสริฟตับบด ให้ใช้มีดตักตับบดเป็นทรงสี่เหลี่ยมเล็กๆ และทาไปบนขนมปัง ก่อนจะรับประทาน
- ไม่ต้องกลัวเขินที่จะหยิบคานาเป้หรือแซนวิชจากถาดแล้วรับประทาน คุณสามารถใช้มือคุณหยิบแล้วเข้าปากได้เลย โดยไม่ถือว่าผิดมารยาท


Don’t สิ่งที่ไม่ควรทำ
- เลี่ยงพูดคุยหัวข้อเรื่อง เพศสัมพันธ์, การเมือง และ ศาสนา กับแขกที่คุณเพิ่งรู้จัก
- ไม่ควรดื่มเบียร์จากกระป๋องหรือขวด ให้รินใส่แก้วแล้วจึงดื่ม
- ถ้ามีการเสริฟอาหารบนถาดพร้อมกับน้ำจิ้ม ให้จิ้มน้ำจิ้มได้ครั้งเดียวเท่านั้น , ถ้ากัดอาหารไปแล้ว ห้ามจิ้มอาหารในน้ำจิ้มอีกโดยเด็ดขาด
- ถ้าคุณถูกเชิญไปงานค็อกเทลที่บ้านหรือสถานที่ส่วนตัว อย่าเสิรฟเครื่องดื่มเองเด็ดขาด จะถือว่าผิดมารยาท

เอาละค่ะ บอกเคล็ดลับง่ายๆ สั้นๆ แต่คิดว่าคงเป็นประโยชน์นะคะ ฉบับหน้า ดิฉันจะขอแนะนำเครื่องดื่มค็อกเทลเย็นๆ ที่เป็นเครื่องดื่มหัวใจหลักของฤดูร้อนนี้ พร้อมกับเคล็ดลับของการสั่งเครื่องดื่มค็อกเทล ที่จะสื่อบุคลิกและความรู้สึกของคุณได้ค่ะ
ขอให้สนุกและสวย สุดใจ ในงานปาร์ตี้ฤดูร้อนนี้ค่ะ.
tips
- ถ้าเกิดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลมากไป แล้วรู้สึกมึน ให้ดื่มน้ำเปล่าตามไปสักสองแก้ว จะรู้สึกดีขึ้น
- สำหรับงานค็อกเทล คุณควรจะสืบให้ดีเสียก่อน ว่าจะมีใครมาร่วมงานบ้าง เพื่อจะได้เตรียมบทสนทนาและข้อมูลที่จะต้องคุยกับแขกได้อย่างไม่เคอะเขิน
-- สำหรับสุภาพสตรี ควรจะใช้กระเป๋าสำหรับไปงานปาร์ตี้โดยเฉพาะ หรือกระเป๋าหนีบปักเหลื่อมสวยๆ อย่าใช้กระเป๋าสะพายขนาดใหญ่โดยเด็ดขาด และควรใส่รองเท้าส้นสูงเพื่อบุคลิกที่โดดเด่น

วันศุกร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2553

อำนาจของน้ำหอม



เมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน ขณะทีี่ราชสำนักฝรั่งเศสกำลังคึกครื้นกับการทดลองปรุงน้ำหอม เพื่อพระนางมารีอังตัวเน็ตต์ พระราชินีที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีศิลปะในเรื่องการวางตัวให้สมเป็นผู้หญิงมากที่สุดในยุคนั้น นาย ฌอง-หลุยส์ ฟาร์จียอง นักสุคนธศาสตร์ (นักปรุงน้ำหอม) ของพระนาง ได้ค้นพบปัจจัยหลายอย่างในการทำให้เครื่องหอมของเขาให้มีกลิ่นที่พิเศษสำหรับพระองค์ นั่นคือ การปรุงน้ำหอมให้มีลักษณะกลิ่นที่สดชื่นคล้ายเด็กสาว อ่อนโยนเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ และเย้ายวนเกินห้ามใจ !

เรียกได้ว่า รวมความย่ิงใหญ่ทุกอย่างที่อิสตรีควรจะมีเลยเชียวค่ะ

หากในอีกฝากหนึ่งของโลก คือ ราชสำนักของอยุธยา ก็เริ่มมีการปรุงน้ำหอมระเหยด้วยเหมือนกัน แต่น้ำหอมไทยโบราณเป็นน้ำหอมที่ทำจากดอกไม้สด เช่น มะลิ เกสรดอกโมก เกสรดอกบัวหลวง และนำมาผสมกับสมุนไพรไทย เช่น พิมเสน ผิวมะกรูด ใบเตย แม้หอมไม่ยาวนานนักเพราะใช้วิธีธรรมชาติ แต่ก็บำรุงผิวกายให้เปล่งปลั่งนวลเนียนจากส่วนผสมของสมุนไพร ดังนั้น น้ำหอมไทยโบราณจึงมักจะหอมเย็นๆ แต่รัญจวนใจ สมกับเป็นกุลสตรี
เห็นไหมคะ…ทุกๆ แห่งทั่วโลกของเรา ให้ความสำคัญกับเครื่องหอมมานานแล้ว โดยเฉพาะในหมู่อิสตรีที่ต่างเสาะแสวงหาความงามอันสัมผัสได้ด้วยกลิ่นนี้มาปรนเปรอให้กับตัวเองและโดยเฉพาะเพื่อใช้ในเชิงสเน่หา…และแม้ในปัจจุบันนี้ บทบาทของผู้หญิงจะเปลี่ยนไป ผู้หญิงสมัยใหม่คงไม่จำเป็นต้องเสาะหาแต่เครื่องปรุงความงามเพื่อให้ชนะใจชายที่ตนพึงใจ แต่เราก็คงปฎิเสธไม่ได้ใช่ไหมคะ

ว่าถ้าเราจะมีกลิ่นกายที่หอมและแสดงออกถึงความเป็นตัวเราได้จริงๆ สิ่งนั้นย่อมเพิ่มความมั่นใจให้กับเราได้ และสามารถ มัดใจใครก็ได้ที่คุณหมายปองอีกต่างหาก
แต่ก่อนที่คุณๆ จะค้นหากลิ่นของตนเอง ขอเล่าอย่างง่ายๆ เกี่ยวกับการทำงานของน้ำหอมก่อนนะคะ

น้าหอมมีความมหัสจรรย์ของตัวเองค่ะ ส่วนประกอบส่วนหนึ่งของน้ำหอมประกอบด้วยแอลกฮอล์ และตัวแอลกฮอล์นี่ละค่ะ ทำหน้าที่สร้างปฎิกิริยาเมื่อได้สัมผัสกับผิวกายของเรา และกลิ่นก็จะถูกกระุตุ้นให้ระเหยออกมาเมื่ออุณหภูมิในร่างกายของเราเปลี่ยน ง่ายๆ ก็คือว่า เมื่อน้ำหอม ถูกฉีดผ่านผิวเนื้อแล้ว จะค่อยๆผสานกับผิวกายที่เป็นกลิ่นที่ติดตัวเรามาตั้งแต่กำเนิด..กลิ่นเฉพาะตนทีคนหนึ่งก็มีกลิ่นหนึ่ง ไม่มีใครเลียนแบบกันได้ เมื่อกลิ่นของน้ำหอมและกลิ่นผิวกายผสมผสานกันในอุณหภูมิหนึ่ง ก็จะระเหยเผยกลิ่นของตัวเองออกมา

ดังนั้นก็เลยเกิดตัวอย่างที่ว่า บางทีคุณคนนี้้ใช้น้ำหอมชาเนล no.5 แล้วหอมจรุงไปทั่วออฟฟิศ ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า คุณอีกคนใช้นำ้หอมกลิ่นเดียวกัน กลับทำให้รู้สึกว่ากลิ่นฉุนรุนแรง ออกจะเอียนๆ ด้วยซ้ำ

นั่นเป็นเพราะว่า กลิ่นของน้ำหอมกับกลิ่นกายผสมกันแล้วไม่เข้ากัน ไม่มีกลิ่นแนวบวกออกมา แต่กลับส่งกลิ่นแนวลบแทน
แล้วอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้คนเรากลิ่นไม่เหมือนกัน หนึ่งในนั้นคือ อาหารการกินหรือรสนิยมในการรับประทานอาหารค่ะ

เช่น ถ้าคุณเป็นคนชอบกินเครื่องเทศ..ชอบมากๆ กระเทียม พริกไทย หอมใหญ่ ผักชี..อะไรพวกนี้ แต่คุณกลับเลือกน้ำหอมกลิ่นวนิลา ซึ่งเป็นกลิ่นไปทางหวานคล้ายขนม กลิ่นก็พากันไปในทิศทางที่ค่อนข้างแปลกประหลาด คล้ายๆ จะคลื่นเหียนเอาได้ง่ายๆ แต่หากคุณเลือกกลิ่นที่หอมเย็นๆ ตระกูลพฤกษาหรือตัดด้วยตระกูลพีช ก็จะทำให้คุณมีกลิ่นที่สดใจ เหมือนมีพลัง น่าตื่นเต้น และถ้าคุณชอบทานเผ็ดมากๆ หรือทานอาหารรสจัด เช่น เค็มจัด เผ็ดจัด แต่คุณเลือกน้ำหอม ที่มีส่วนผสมของตระกูลเครื่องเทศ ทีนี้เวลาเดินไปทางไหน…กลิ่นฉุน แรง ดุจดั่งเครื่องแกงรสร้อนก็กลายเป็นกลิ่นของคุณไป
ที่นี้ทำอย่างไรเราจะรู้ว่า น้ำหอมที่ขายอยู่บนห้างมากมายนี้จะเหมาะกับผิวกายของคุณได้ละ?

ดิฉันมีวิธีมาฝากค่ะ
เค้าว่ากันว่า การเลือกน้ำหอม ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ง่ายเลย

คุณลองเดินไปที่เคาท์เตอร์ที่วางน้ำหอมหลายๆ ยี่ห้อ เพื่อมองหากลิ่นที่ถูกใจดู แต่อย่าเพิ่งเลือกซื้อน้ำหอมกลิ่นแรกหรือกลิ่นที่สองที่คุณไปลองดมดูนะคะ เพราะประสาทสัมผัสของเรายังไม่ได้กระตุ้นทำงานใดๆ (อาจจะกลับมาเลือกทีหลังก็ได้ค่ะ) จากนั้น เมื่อคิดว่าได้กลิ่นที่ชอบที่เหมาะเจาะกับเราแล้ว ก็ให้ฉีดน้ำหอมลงบนหลังมือสักครั้งสองครั้ง แต่อย่าเพิ่งผลีผลามควักสตางค์จ่ายเงินโดยเด็ดขาด หาเรื่องไปกินไอศกรีม ไปเดินดูหนังสือสักพักหนึ่งก่อนนะคะ เพราะ น้ำหอมจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที ที่จะทำปฎิกิริยากับอุณหภูมิในร่างกายของคนเรา สักพักกลิ่นน้ำหอมและกลิ่นกายของเราจะเริ่มผสมผสานกัน

ทีนี้ละ..กลิ่นจะหอมรัญจวน หรือ หอมกำจาย หรือ หอมไม่เข้าใครออกใคร ก็จะปรากฎชัดเจนกันยามนี้
ตอนนี้คุณรู้แล้วว่า กลิ่นกายของเรามีผลกับกลิ่นน้ำหอม คุณก็จะได้ครอบครองน้ำหอมที่ทำให้ตัวคุณหอมจริงๆ ได้ไม่ยาก แต่ว่า

แต่อย่าลืมนะคะ เรื่องกลิ่นกับบุคลิกภาพมีความสอดคล้องกันมากทีเดียว

ถ้าคุณรู้ว่าอุณหภูมิในตัวของคุณมันร้อน แล้วเลือกน้ำหอมที่มีกลิ่นคล้ายพฤกษา หอมเย็นๆ ก็จะทำให้คุณดูเป็นคนร่าเริง ไว้ใจได้ เหมาะกับการทำงานที่เกี่ยวข้องการพบปะผู้คน แต่ถ้าคุณอยากให้ตัวเองร้อนแรง เพิ่มกล่ิมน้ำหอมที่ส่งผลต่อสเน่หาทางเพศ และต้องไปทำงานกับผู้ชายเยอะๆ ก็ต้องขอเตือนให้ระวังตัวให้มากๆ นะ อำนาจของกลิ่นนี่..มีความรุนแรงอย่างคาดการณ์ไม่ได้เลยค่ะ
แต่ถ้าตรงกันข้ามถ้าคุณอยากจะมัดใจแฟนให้อยู่มัด ลองอ่านสูตรนี้ดูนะคะ
สำหรับคู่ที่เพิ่งคบกันประมาณ 1 ปี

ให้เลือกกลิ่นทีมีลักษณะเหมือนขนมหรือผลไม้

เช่น กลิ่นวานิลาและแอลมอล, กลิ่นส้ม, กลิ่นพีช เพราะกลิ่นเหล่านี้จะทำให้เขารู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง และรู้สึกไว้วางใจที่จะอยู่กับคุณ
สำหรับคู่ที่คบกันมานานไม่เกิน 3 ปี

ให้เลือกกลิ่นน้ำหอมที่มีส่วนผสมกับดอกไม้หอม เช่น กุหลาบ, ดอกไม้ป่า เพราะกลิ่นเหล่านี้เป็นกลิ่นของความผูกพันและอ่อนหวาน ถ้าคุณลองฉีดพรมบนเครื่องนอนหรือโซฟา เขาจะถูกกระตุ้นได้ทุกครั้งเมื่อได้กลิ่น,เขาจะรู้สึกว่าคุณอยู่ใกล้ๆตัวเสมอ
สำหรับคู่ที่คบกันเกิน 3 ปี และยังไม่แต่งงาน
ให้เลือกกลิ่นหอมอ่อนๆ และฉีดแต่เบาบาง เมื่อพบเขา หรือบางโอกาส คุณอาจจะลองใช้กลิ่นใหม่แนวตะวันออกผสมกลิ่นประจำดูบ้าง โดยเฉพาะฉีดตอนที่คุณไปเล่นกีฬาด้วยกัน จะสร้างความน่าสนใจอย่างแปลกประหลาดค่ะ
สำหรับคู่ที่คบกันเกิน 3 ปี และแต่งงานแล้ว
ให้เลือกกลิ่นกล้วยไม้หรือกลิ่นที่ผสมไม้แก่นจันทน์ เพราะกลิ่นเหล่านี้จะทำให้เกิดความเร้นลับและน่าพิศวง และเลือกใช้กลิ่นเจลอาบน้ำที่เข้ากันด้วยนะคะ
ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณสาวๆ อย่าระดมฉีดน้ำหอมให้มากเกินไปนะคะ เพราะว่า แทนที่จะมัดใจหนุ่มๆ ของคุณได้…อาจจะกลายเป็นว่า ทำให้เขาเวียนหัวหรือคัดจมูก พาลทะเลาะกันไปใหญ่โต อันนี้ดิฉันไม่รับรู้ด้วยนะคะ
Tips

เลี่ยงการฉีดน้ำหอมบนผ้า เพราะจะทำให้ผ้าด่างได้ ยิ่งผ้าไหมด้วยแล้ว จะทำให้ไหมกัดกันได้

ถ้าจะใช้เครื่องประดับไข่มุกในการแต่งกาย ให้ฉีดน้ำหอมก่อนแล้วจึงใส่ไข่มุก เพราะไข่มุกจะเสียหายได้